จิบน้ำไปสองอึก หลิงอู๋โหยวก็วางแก้วลง เสียงแก้วพลาสติกสัมผัสโต๊ะแทบไม่ได้ยิน แต่กลับทำให้ซ่งเว่ยอันหนังศีรษะชาวาบ เขากลัวเหลือเกินว่าหลิงอู๋โหยวจะอ้าปาก จึงรีบชิงพูดก่อน พยายามทำเป็นไม่สนใจคำพูดบีบบังคับทางศีลธรรมของหวังกุ้ย
“เอ่อ คุณหวังกุ้ย เมื่อกี้คุณเหมือนจะบอกว่าตอนแรกไม่เห็นด้วยกับการที่เหมาเหวยกังแต่งงานกับโหยวหลี่ซวง เพราะอะไรครับ?”
หลังโดนหลิงอู๋โหยวขัดขึ้นมากลางคัน หวังกุ้ยก็กลืนคำว่า “ผู้หญิงคนนั้นดูยังไงก็ไม่ใช่คนดี” ที่จ่ออยู่ตรงริมฝีปากลงคอไปในที่สุด ก่อนจะค่อย ๆ แจกแจงข้อเสียของโหยวหลี่ซวงตามความคิดของตัวเอง “ผู้หญิงคนนี้คิดไม่ซื่อ เธอไม่ได้จริงใจกับเหวยกังของเราหรอก!”
ซ่งเว่ยอันถามว่า “อย่างเช่นอะไรครับ?”
หวังกุ้ยว่า “เธอกับเหวยกังทำงานบริษัทเดียวกัน แผนกเดียวกัน แผนกนั้นยุ่งมาก ต้องทำงานล่วงเวลาทุกวัน เดิมทีฉันคิดว่าพอทั้งคู่แต่งงานกันแล้ว โหยวหลี่ซวงก็ควรลาออกมาดูแลบ้านเต็มตัว แต่เธอไม่ยอม ยังบอกด้วยว่าตัวเองก็ต้องช่วยกันหาเงินเลี้ยงครอบครัว”
ซ่งเว่ยอันถามว่า “แบบนั้นไม่ดีเหรอครับ?”
“ดีตรงไหน?” หวังกุ้ยถลึงตาใส่ซ่งเว่ยอัน “สองคนนั้นทำงานล่วงเวลาทุกวันจนสามสี่ทุ่ม กลับมาก็ไม่มีข้าวกิน! แถมเธอยังทำกับข้าวไม่เป็น ฉันกินฝีมือเธอไปสองสามครั้ง แย่จะตาย! เหวยกังก็บอกว่าฝีมือทำกับข้าวของเธอสู้ฉันไม่ได้ ฉันก็เลยต้องทำกับข้าวเอาไปให้พวกเขากินอยู่บ่อย ๆ”
“วันหยุดฉันไปหาเธอ ตั้งใจจะสอนทำกับข้าว เธอกลับบอกว่าไม่อยากเรียน ไม่งั้นก็สั่งอาหารมากินเอา แล้วเหวยกังจะแต่งเธอไปทำไม? แม้แต่งานบ้านก็ยังจะให้เหวยกังช่วยทำด้วยเหรอ? ลูกชายฉันทำงานข้างนอกเหนื่อยแทบตาย กลับบ้านแล้วยังต้องทำงานพวกนี้อีก!?”
