ตั้งแต่ก้าวออกจากบ้านในตอนเช้า จ้าวอันฉีก็รู้สึกถึงสายตาจับจ้องคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองเธออยู่
เธอยืนอยู่หน้าบ้าน มองไปยังทางเดินสองข้างอย่างลนลาน ในความมืดที่มองไม่เห็นอะไร ไม่มีใครอยู่เลยสักคน จ้าวอันฉีแตะที่หัวใจตัวเอง บอกตัวเองว่าอย่าตื่นตูมเกินไป
แต่ตอนนั่งรถไฟใต้ดินไปทำงาน เธอก็ส่งข้อความถึงน้องสาวนักศึกษาฝึกงานเมื่อวานว่า
“คุณตำรวจหลิง วันนี้จะมาไหมคะ”
คุณตำรวจหลิงตอบกลับมาอย่างรวดเร็วว่า “คุณมีอะไรเหรอ”
จ้าวอันฉี “รู้สึกเหมือนความรู้สึกที่ถูกใครจ้องมองกลับมาอีกครั้ง”
“ตอนนี้เลยเหรอ”
ตอนนี้แปดโมงครึ่ง
จ้าวอันฉีเองก็รู้สึกว่าตัวเองไร้สาระ เธอนึกถึงเด็กสาวที่เจอเมื่อวาน นั่งรถไฟใต้ดินสองสามชั่วโมงในตอนดึกมาส่งเธอถึงบ้าน โดนบังคับให้ล่วงเวลาแถมยังไม่ได้อะไรเลย จู่ๆ ก็รู้สึกผิดขึ้นมา
“คุณตำรวจหลิงคะ อาจเป็นฉันที่คิดมากไปเอง ฉันไม่มีหลักฐานจริงๆ และไม่เคยเจอคนที่น่าสงสัยเลย มันก็แค่ความรู้สึกประหลาดๆ...คุณคิดว่าฉันเป็นคนโรคประสาทหรือเปล่า”
อีกฝ่ายตอบกลับมาหลังจากสามนาทีว่า “มีอะไรคืบหน้าค่อยบอก”
จ้าวอันฉีถอนหายใจ “ค่ะ”
พอเข้ามาในบริษัท ความรู้สึกถูกแอบมองก็หายไป จ้าวอันฉียุ่งทั้งเช้า ตอนพักกลางวันทานข้าวเลยเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อนร่วมงานฟัง เธอทุกข์ใจมาก
“ผู้หญิงอยู่คนเดียวมันอันตรายเกินไปแล้ว”
เพื่อนร่วมงานผู้ชายที่นั่งด้านหน้าเธอหัวเราะเยาะ คิดว่าเธอตื่นตูม “เธอก็ไม่ใช่สาวงามอะไร แถมยังไม่ใช่คนรวย ต่อให้มีโรคจิตสะกดรอยจริง เขาจะหมายหัวเธอเอาอะไร ฉันว่าเธอก็คิดมากไปเองนั่นแหละ”
จ้าวอันฉีรู้สึกว่าคำพูดเขาแย่มาก มันเกี่ยวอะไรกับการที่เธอหลงตัวเองด้วย แต่เธอไม่อยากทะเลาะกับใคร ก็เลยก้มหน้ากินข้าวเงียบๆ
เพื่อนร่วมงานผู้หญิงที่นั่งข้างๆ ปลอบเธอสองสามคำ แต่สองคนก็แค่เพื่อนกินข้าวด้วยกัน ความสัมพันธ์ในที่ทำงานของเธอเย็นชา ไม่มีใครสนใจเรื่องของเธอหรอก
คนเดียวที่จะสนใจเธอจริงๆ ก็คือพ่อแม่ แต่สองคนนั้นก็อยู่ไกลต่างมณฑล ถึงจะห่วงแค่ไหนก็ทำอะไรได้ เธอเป็นผู้ใหญ่ที่ทำงานมาหลายปีแล้ว ไม่อยากให้พ่อแม่ต้องกังวล
ผ่านไปหนึ่งวัน จ้าวอันฉีลากสังขารอันอ่อนล้ากลับมาถึงหน้าหมู่บ้าน เธอตะโกนเรียกดังๆ หลายครั้งว่า “เจ้าเหมียว”
แต่เจ้าแมวส้มที่เมื่อก่อนเรียกทีเดียวก็พุ่งออกมา กลับไม่โผล่หัวออกมาเลย
จ้าวอันฉีเรียกอีกสองครั้ง รอบข้างยังคงเงียบกริบ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านพุ่มไม้ดัง “ซ่าๆ” เธอตัวสั่นสะท้านขึ้นมาทันที หัวใจเต้นโครมครามระรัว ขาทั้งสองหนักอึ้ง จู่ๆ จ้าวอันฉีก็ยกขาไม่ออก
“แปะ”
เสียงฝีเท้าเบามากๆ
ข้างหลัง มีใครบางคนกำลังเดินเข้ามา
จ้าวอันฉีกำโทรศัพท์แน่น ไม่กล้าหันกลับไป แต่เสียงฝีเท้ากลับเข้าใกล้เธอมากขึ้นเรื่อยๆ
อันตรายที่ไม่อาจคาดเดานี้กดทับประสาทของเธอ จ้าวอันฉีไม่กล้าขยับตัวง่ายๆ กระทั่งคนข้างหลังเดินผ่านเธอไปอย่างช้าๆ
ก็แค่ตาเฒ่าที่ออกมาซื้อของตอนกลางคืน
จ้าวอันฉีถอนหายใจเฮือก เช็ดเหงื่อเย็นๆ บนหน้าผาก หันหลังกลับเข้าไปในหมู่บ้าน
ไม่มีใครเลย!
จ้าวอันฉีสบถความขี้ขลาดของตัวเองในใจ อาจเป็นเพราะช่วงนี้ดูข่าวอาชญากรรมมากเกินไป ทำให้เธอคิดมาก หวาดระแวง ประสาทอ่อน หรืออาจเป็นเพราะความเครียดจากงาน วันที่ต้องล่วงเวลาแบบนี้ทุกวัน เมื่อไหร่จะจบสิ้นเสียที...
วันที่สองก็ไม่มีอะไรผิดปกติ วันที่สามก็เช่นกัน
วันที่สี่ตอนกลางคืน แมวส้มที่หายไปหลายวันก็ออกมา ร้องเหมียวๆ ใส่จ้าวอันฉีที่เพิ่งเลิกงาน ดูท่าทางสดใสดี หลายวันก่อนคงไปเที่ยวที่ไหนสักแห่ง
จ้าวอันฉีนั่งยองๆ ลูบหัวแมว ไม่ค่อยพอใจ “แกไปไหนมาหลายวันนี้ ฉันห่วงมากเลยนะ กินข้าวรึยัง”
แมวส้ม “เหมียว”
ไม่รู้ทำไม พอนาทีที่เห็นแมวส้ม หัวใจที่ยังคงค้างคามาหลายวันของจ้าวอันฉีก็ร่วงลงมาทันที ไม่มีโรคจิตสะกดรอย แมวเหมียวก็ยังอยู่ ทุกอย่างปกติดี จ้าวอันฉีคิดในใจว่า เธอไม่จำเป็นต้องผวาระแวงขนาดนี้ โลกนี้จะมีคนเลวมากมายขนาดนั้นได้ยังไง
วันนี้ไม่ได้พกอาหารแมวมา จ้าวอันฉีวิ่งกลับบ้านไปวางกระเป๋า แล้วหยิบอาหารแมวถุงเล็กๆ ออกมา เดินเอื่อยๆ ไปที่หน้าหมู่บ้าน
ข่าวเด้งขึ้นมาบนโทรศัพท์ว่ามีคดีคนหายตัวที่ไหนสักแห่ง ในความมืดของราตรี หัวใจของจ้าวอันฉีเต้นระรัววูบหนึ่ง แต่ไม่นานเธอก็ปลอบใจตัวเองอีกครั้ง โลกนี้มีคนเป็นพันล้าน เธอคงไม่ใช่คนที่โชคร้ายหรอก
ส่วนเจ้าหน้าที่เฉินและน้องสาวนักศึกษาฝึกงาน เธอไม่กล้ารบกวนพวกเขา สองวันนี้ก็ไม่ได้ติดต่อกัน
วันนี้แมวส้มดูจะติดหนึบเป็นพิเศษ พอกินอาหารหมดแล้ว ก็ยังเกาะติดเธอไม่ยอมให้ไป จ้าวอันฉีอยู่เป็นเพื่อนมันสักพัก เกือบจะห้าทุ่มครึ่งแล้ว เธอเลยตัดสินใจใจแข็งเดินจากไป
“เหมียว!”
แมวส้มเข้ามาคาบขากางเกงเธอ
“เป็นอะไรไป” จ้าวอันฉีพูด “ตอนนี้ฉันไม่มีเงินเลี้ยงแกนะ แถมไม่มีเวลาด้วย...รอให้สภาพฉันดีขึ้นก่อน ถ้าแกยังอยู่ที่นี่ ฉันจะพากลับบ้าน”
แมวส้มคาบขากางเกงเธอ เสียงพูดไม่ชัด “อื่อๆๆ เหมียวอื่อๆ...”
จ้าวอันฉีไม่กล้าขยับ กลัวกางเกงจะถูกกัดขาด เธออดทนเกลี้ยกล่อม “อย่าเป็นงี้สิ~ คนเก็บอึที่ถูกบังคับมันไม่มีความสุขนะ...”
เสียงของเธอค่อยๆ จางหายไปพร้อมกับเงาคนที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า
คนที่มาใส่เสื้อฮู้ด ใบหน้าในราตรีและภายใต้การปกปิดของหมวกมองไม่เห็นเลยสักนิด
จ้าวอันฉีก้มหน้าลง มือข้างหนึ่งเริ่มลูบแมวอย่างช้าๆ
ไม่เป็นไร แค่คนเดินผ่านทั่วไป เหมือนกับคนเดินผ่านที่เจอเมื่อวานและเมื่อวานซืน เดี๋ยวก็เดินผ่านไป
เธอคิดอย่างนั้น แต่รองเท้าผ้าใบสีขาวเทาคู่เก่าๆ นั้น กลับก้าวเข้ามาใกล้เธอทีละก้าว แล้วหยุดตรงหน้าเธอ
จ้าวอันฉีเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย พอเกือบจะแตะที่ใบหน้าของอีกฝ่าย ก็ก้มลงอย่างกะทันหัน
“มี มีอะไรเหรอคะ”
“แค่กๆ...” คนนั้นไอสองครั้ง “ถามทางไปสถานีรถไฟใต้ดินหน่อยครับ”
เฮ้อ...ที่แท้ก็มาถามทาง
จ้าวอันฉีพูดว่า “ออกไปตรงทางแยกนี้ ตรงไปห้านาทีก็ถึงแล้ว ผ่านไฟแดงสองแยก”
“อ้อ...” คนนั้นหยุดไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ไป แถมถามอีก “พาไปได้ไหมครับ”
วินาทีนั้น กลโกงใหม่ๆ หลากหลายรูปแบบผุดขึ้นมาในหัวของจ้าวอันฉี แต่สมองน้อยๆ ของเธอกลับสงบผิดปกติ แม้แต่น้ำเสียงก็ยังเรียบ “ขอโทษนะคะ ดึกเกินไปแล้ว ฉันต้องกลับแล้ว”
ชายคนนั้นเงียบไม่พูดอะไร
จ้าวอันฉีอุ้มแมวโยนไปบนพุ่มหญ้าด้านหนึ่ง หลบสายตาชายคนนั้น ก้าวเท้าไปทางหน้าหมู่บ้าน
คนนั้นไม่มีเสียง ไม่มีการเคลื่อนไหว
จ้าวอันฉีไม่กล้าผ่อนคลาย เร่งฝีเท้าเดินเข้าไปในหมู่บ้าน เลี้ยวอีกมุมหนึ่งก็ถึงประตูใหญ่แล้ว เธอเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ แต่ตอนกำลังจะเลี้ยว ก็เห็นรถตู้คันหนึ่งซ่อนอยู่ในความมืด
รถตู้จริงๆ ก็ไม่ใช่ของหายาก
แต่เธอกลับตะลึงค้าง
เหมือนเธอจะสำนึกอะไรบางอย่าง หันหลังกลับอย่างรวดเร็ว ค้นพบอย่างไม่ผิดพลาดและน่าขนหัวลุกว่า ชายคนที่ถามทางอยู่ข้างหลังเธอในระยะไม่ไกลนัก
วินาทีนี้ สมองของจ้าวอันฉีว่างเปล่า สมองของเธอโยนมุกวาทะเด็ดออกมาอย่างมีอารมณ์ขัน
ก้าวไปข้างหน้าหรือถอยกลับ นี่คือปัญหา
