หลิงอู๋โหยวจับคำพูดของเธอมาเป็นประเด็น “ถ้าคุณคิดแบบนี้ แสดงว่าการตายของสามีก็เป็นเรื่องดีสำหรับคุณสินะ”
ถ้าตอนเหรินหล่างเพิ่งเสียชีวิตมีใครถามเธอแบบนี้ โจวซือต้องปฏิเสธแน่ แต่เวลาผ่านมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว สภาพจิตใจของโจวซือก็เปลี่ยนไปบ้าง
“ใช่ เป็นเรื่องดี เพราะงั้นฉันไม่สนจริง ๆ ว่าตำรวจจะจับฆาตกรได้หรือเปล่า ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฉันตอนนี้คือ รออีกสักสองสามปีแล้วค่อยขายบ้านหลังนั้น เอาเงินก้อนไปซื้อบ้านใหม่ แล้วใช้ชีวิตดี ๆ กับลูกชาย”
“โอ้~ เป็นความคิดที่งดงามจริง ๆ” หลิงอู๋โหยวพยักหน้าราวกับเข้าใจทุกอย่าง “คุณไม่สนใจการตายของสามี แล้วลูกสาวล่ะ ไม่สนใจเหมือนกันหรือ”
โจวซือชะงักงัน สายตาจ้องเขม็งไปยังอะไรสักอย่างบนโต๊ะน้ำชาโดยไม่ขยับเขยื้อน
มุมปากของหลิงอู๋โหยวยกขึ้นเล็กน้อย “ทำไมทำหน้าเหมือนตกใจขนาดนั้นล่ะ หรือว่าลืมไปแล้วว่าตัวเองยังมีลูกสาวอีกคน...เรื่องนี้น่ะ แม่ของเหรินหราน”
ชื่อเหรินหรานปลุกหลุมศพเล็ก ๆ ที่โจวซือฝังไว้ในมุมเล็ก ๆ อันไร้ความสำคัญสักแห่งในใจให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ข้างในนั้นมีลูกสาวที่เธอไม่ได้คิดถึงมานานแสนนานนอนอยู่
ถ้าบอกว่าไม่สนใจความเป็นความตายของลูกสาวก็ดูไร้หัวใจเกินไป แต่ถ้าบอกว่าสนใจ ก็แปลว่าต้องให้ความร่วมมือกับพวกเขาสืบคดีอีก โจวซือจมอยู่ในความเงียบและความคิด เธอยังคงก้มหน้า หลุบตาลง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
