“เอ่อ...”
พอได้ยินคำพูดนั้น ใจของหลี่ต้าซานก็กระตุกวูบ
“เหล่าเกา นายก็ช่างหาเรื่องจริง ๆ ฉันก็ไม่ได้พิการแขนขาขาดสักหน่อย ตรงไหนที่ดูผิดปกติล่ะ?”
ตอนนี้หลี่ต้าซานรู้สึกกระวนกระวายใจสุด ๆ
ก็เพราะว่า
เกาหม่านซานเป็นเพื่อนซี้ตัวแสบของหลี่ต้าซาน ทั้งคู่เคยเล่นพนันและคุยโวโอ้อวดด้วยกันอยู่บ่อย ๆ
จะบอกว่าเป็นคนที่รู้จักเขาดีที่สุดก็ไม่เกินจริงนัก
หรือว่าไอ้แก่นี่จะดูอะไรออกแล้ว?
“ถ้าเป็นเมื่อก่อน นายยอมอดข้าวทั้งวันยังดีกว่าเข้าป่าสักก้าว นอนได้ก็ไม่ยอมนั่ง นั่งได้ก็ไม่ยอมเดิน แค่เดินยังบ่นว่าเหนื่อยเลยว่ะ”
เกาหม่านซานกวาดตามองหลี่ต้าซานตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วพูดว่า “เมื่อกี้ตอนที่นายล้วงโพรงจับตัวแบดเจอร์ ท่าทางคล่องแคล่วเหมือนคนขึ้นเขาหาของป่ามาจนช่ำชอง ถ้าไม่มีประสบการณ์สักยี่สิบสามสิบปี คงใจนิ่งมือมั่นขนาดนั้นไม่ได้หรอก ยิ่งตอนเจอแบดเจอร์กัดก็ไม่เห็นจะกลัวสักนิด”
“โธ่ นายคิดว่าฉันอยากทำหรือไง ชีวิตมันบีบให้ต้องทำต่างหาก”
หลี่ต้าซานถอนหายใจยาว
สมแล้วที่เป็นคนรู้จักเขาดีที่สุด แค่แป๊บเดียวก็มองเห็นจุดผิดปกติไปตั้งเยอะ
เกาหม่านซานตาแหลม ส่วนหลี่ต้าซานก็แสดงเก่ง
เขาทำท่ารำพึงรำพันว่าการอยู่บ้านกิน ๆ นอน ๆ เอาแต่ตากแดดจนเบื่อแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น
ทั้งแม่ อดีตภรรยาสี่คน และลูกอีกสองคน
ผู้หญิงทั้งบ้านเจ็ดชีวิตต้องทำงานหนักหาเลี้ยงครอบครัวทุกวัน
ทั้งที่ควรเป็นผู้ชายเสาหลักของบ้าน กลับทำตัวเหมือนโคลนตม เอาแต่กินแล้วรอวันตาย
ต่อให้ใจแข็งแค่ไหนก็ต้องรู้สึกผิดบ้าง
“พูดตรง ๆ นะ ไม่คิดถึงคนในบ้าน ก็หัดคิดถึงตัวเองบ้าง ปีอดอยากนี่ก็ไม่รู้จะผ่านไปเมื่อไร ถ้าไม่หาทางหาอาหารมาเพิ่ม สุดท้ายก็ต้องอดตายอยู่ดี เหล่าเกา รู้จักคำว่าทางตันแล้วต้องหาทางเปลี่ยนไหม นายเข้าใจใช่หรือเปล่า?”
