“แม่งเอ๊ย ลุยก็ลุย!”
เกาหม่านซานคิดทบทวนอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็ตบต้นขาตัวเองแล้วเรียกลูกชายโง่ ๆ ที่กำลังหลับอุตุอยู่ในบ้านออกมา
“ต้าซาน ขอพูดกันไว้ก่อนนะ ถ้าแกคิดจะหลอกฉัน ต่อไปก็อย่ามาเหยียบเข้าบ้านฉันอีก”
คนจนมักใจไม่สู้ ม้าผอมขนก็ยาว หนี้พนันบีบให้เกาหม่านซานต้องลองเสี่ยงสักตั้ง
“ลุงเกา พูดอะไรแบบนั้นล่ะ ฉันจะหลอกใครก็ไม่มีทางหลอกลุงหรอก”
หลี่ต้าซานยิ้มแฉ่ง หยิบน้ำตาลกรวดเก่าออกมาชิ้นเล็ก ๆ แล้วยื่นให้เกาต้าหนิว สหายโง่ ๆ ของเขาอมหวาน
จากนั้นก็ให้คำมั่น
แบ่งกันคนละครึ่ง รับรองว่าพูดแล้วทำได้จริง
“ลุงเกา ต้าหนิวเรียกฉันว่าพี่ ลุงก็ถือฉันเป็นเพื่อน ความสัมพันธ์ของเราขนาดนี้แล้ว ลุงยังมีอะไรต้องกังวลอีก?”
ต่อมา หลี่ต้าซานก็เป็นฝ่ายเล่าเรื่องที่เขาได้ปืนล่าสัตว์มาจากจางโหย่วฝู
คราวหน้าถ้ามีงานล่าสัตว์อีก เขารับรองว่าจะเรียกพ่อลูกตระกูลเกาเป็นกลุ่มแรก
ตราบใดที่หลี่ต้าซานยังมีข้าวกิน ก็ไม่มีวันลืมเพื่อนซี้
“เนื้อแบดเจอร์กินได้ น้ำมันกับหนังของมันก็เอาไปขายได้เงิน หนี้พนันแค่สี่หยวน ไม่ต้องพูดถึงเลย ต่อให้สิบหยวนก็ใช้คืนได้”
พอเกาหม่านซานได้ยินคำว่า “ปืนล่าสัตว์” ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมา “จางโหย่วฝูหวงปืนยิ่งกว่าชีวิต แล้วเขาจะยกให้แกได้ยังไง?”
“เหอะ ถ้าไม่ให้ ก็รอเจอดีได้เลย”
หลี่ต้าซานยิ้มเย็น ๆ แล้วเล่าสั้น ๆ ว่าเขาใช้แผนแยบยลแย่งปืนมาได้ยังไง
“โห แกนี่ไม่เบาเลยนะ?”
หลี่ต้าซานเล่าอย่างไม่ใส่ใจ ส่วนเกาหม่านซานฟังจนหน้าเหวอ
