พริบตาเดียวเวลาก็ล่วงเข้าสู่เที่ยงคืน
คืนนี้มืดครึ้มไร้แสงจันทร์ ทัศนวิสัยไม่ค่อยดีนัก
หลี่ต้าซานปีนข้ามกำแพงจากลานบ้านข้าง ๆ มา
เขาคุ้นเคยกับทางนี้ดี จึงย่องไปถึงหน้าต่างห้องของซ่งซิ่วหลานอย่างคล่องแคล่ว
“ใครใช้ให้นายเข้ามา รีบไสหัวออกไปเลยนะ ไม่งั้นฉันจะเรียกแม่แล้ว คอยดูเถอะว่าแม่จะไม่เอาไม้กวาดฟาดนายจนตายหรือเปล่า!”
ซ่งซิ่วหลานนั่งเย็บพื้นรองเท้าอยู่ริมเตียงเตา จู่ ๆ ก็เห็นหลี่ต้าซานกระโดดเข้ามาทางหน้าต่าง
เธอสะดุ้งจนตัวสั่น
ก่อนจะทำหน้าบูดบึ้งด้วยความขุ่นเคือง
“เรียกสิ พอเธอเรียก แม่ก็จะได้รู้พอดีว่าเราสองคนทำอะไรกันอยู่ในห้อง ถึงตอนนั้น ต่อให้เธอไม่อยากคืนดีกับฉันก็ไม่ได้แล้ว ทั้งหมู่บ้านต้องรู้ว่าเรากลับมานอนเตียงเดียวกันอีกแล้ว”
หลี่ต้าซานยิ้มกริ่มเดินเข้าไปหา ก่อนจะคว้าพื้นรองเท้าจากมือซ่งซิ่วหลานไปวางไว้ข้าง ๆ
ซ่งซิ่วหลานไม่สนใจเขา
เธอหันหลังให้ ไม่ยอมมองหน้า
ไอ้หน้าด้านนี่เอาแต่รังแกเธออยู่ได้
หลี่ต้าซานขยับไปนั่งข้างภรรยา ยื่นมือโอบไหล่เธอแล้วพูดเสียงอ่อนโยนว่า “ซิ่วหลาน ฉันรู้ว่าเธอยังโกรธฉันอยู่ เมื่อก่อนฉันมันไม่ได้เรื่อง ทำให้พวกเธอต้องลำบากตามไปด้วยตั้งเยอะ”
“เรื่องใหญ่เรื่องเล็กในบ้าน เธอเป็นคนแบกไว้คนเดียวมาตลอด ลำบากเธอแล้ว”
หลี่ต้าซานรู้ว่าซ่งซิ่วหลานปากร้ายใจอ่อน จึงงัดคำหวานบ้าน ๆ มาใช้
“โจวซ่วงยังเด็ก แถมไม่มีลูก บางทีก็เอาแต่ใจไปบ้าง ส่วนผิงถิงกับเหมียวเหมียวก็ทุกข์ใจเหมือนกัน พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน อยู่ด้วยกันดี ๆ แค่นี้ก็สำคัญกว่าอะไรแล้ว”
