ทั้งสองฝั่งมีพนักงานขายหญิงฝั่งละสองคน
คนหนึ่งก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์ ส่วนอีกคนนั่งถักเสื้อไหมพรมอยู่บนม้านั่ง
หลิวเหมยถามเสียงเบา “ต้าซาน อยู่ดี ๆ จะซื้อกระสุนไปทำไม?”
หลี่ต้าซานตอบกึ่งจริงกึ่งเล่น “เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ฉันมีปืนสุ่ยเหลียนจูอยู่กระบอกหนึ่ง ช่วงนี้ใช้กระสุนไปเยอะ เลยต้องซื้อมาเติมหน่อย”
“คุณก็รู้ ปืนเก่าอย่างสุ่ยเหลียนจูแบบนี้ ไม่ว่าจะร้านสหกรณ์ของคอมมูนหรือที่นี่ก็ไม่มีกระสุนขาย มีแค่คลังอาสาสมัครทหารของอำเภอที่พอมีเก็บอยู่บ้าง แต่ฉันกับกองบัญชาการทหารอำเภอไม่ได้มีเส้นสายอะไรกัน เลยต้องหาทางเอง”
หลิวเหมยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “ป้ารู้จักคนอยู่คนหนึ่งนะ แต่ไม่รู้ว่าเขามีหรือเปล่า เอาอย่างนี้ พอถึงเวลาพักเที่ยง ป้าจะพาเธอไปหาเขา”
ไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ ช่วยเหลือกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ถือว่าสร้างไมตรีไว้
ถึงได้บอกไงว่า ประชาชนทั่วไปต่างก็แย่งกันทำงานที่มั่นคงเหมือนถือชามข้าวเหล็ก
ได้กินอาหารที่จัดสรรจากส่วนกลาง แถมยังมีเงินเดือนประจำ
ทำงานสัปดาห์ละหกวัน พอถึงวันอาทิตย์ก็ได้หยุดอยู่บ้านแน่นอน
นอกจากนี้
ช่วงเที่ยงของวันทำงานยังมีเวลาพักกินข้าวหนึ่งชั่วโมง
ไม่ต้องตากลมตากฝน
ผลประโยชน์ดี ๆ มีเยอะจนคนอื่นอิจฉาตาร้อน
กว่าจะถึงเวลาพักของหลิวเหมยยังเหลืออีกสี่สิบกว่านาที หลี่ต้าซานยืนเบื่อ ๆ อยู่หน้าเคาน์เตอร์ กวาดตามองสินค้ารอบตัวไปเรื่อย
เหมือนครั้งก่อนที่มา สินค้าในร้านสหกรณ์ก็ยังมีอยู่ไม่กี่ประเภท
