หลินอวี่ถังอดทนกล้ำกลืนความอัปยศ พลางฝันว่าจะมีสักวันที่ได้ของของบิดากลับคืนมา
แต่เฉินเต๋อกุ้ยคอยกลั่นแกล้งเธอสารพัด ใช้งานตั้งแต่เช้าจรดค่ำจนไม่มีเวลาแม้แต่จะได้พักหายใจ
ทั้งยังคอยจับผิดอยู่บ่อย ๆ บอกว่านี่ก็ทำไม่ดี นั่นก็ทำไม่ดี
เมื่อต้องเผชิญกับงานหนักไม่รู้จบและการจงใจหาเรื่อง หลินอวี่ถังจึงอดทนแล้วอดทนอีก
เธอไม่เคยนึกเลยว่าการกลั่นแกล้งทั้งหลายของเฉินเต๋อกุ้ยเป็นเพียงการปูทาง
วันนั้นหลังปิดร้าน พนักงานทยอยเก็บของกลับไป
หลินอวี่ถังกำลังเช็ดเคาน์เตอร์ ก็ได้ยินเสียงเฉินเต๋อกุ้ยดังมาจากด้านหลัง “อวี่ถัง วันนี้ขายของได้เท่าไร เอาสมุดบัญชีมาให้ฉันดูหน่อย”
เธอหันกลับไป
ในร้านเหลือเพียงพวกเขาสองคน
หลินอวี่ถังรู้สึกใจหวิวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ แต่ก็ยังยื่นสมุดบัญชีให้เขา
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวกลับก่อนนะ” เธอพูดพลางขยับไปทางประตูหนึ่งก้าว
“ไม่ต้องรีบ” เฉินเต๋อกุ้ยพลิกสมุดบัญชี น้ำเสียงไม่ใส่ใจ “ขอฉันตรวจบัญชีก่อน”
เขาพลิกดูส่ง ๆ ไปไม่กี่หน้า แล้วจู่ ๆ ก็หยุดลง
“มาดูตรงนี้หน่อย ทำไมวันนี้ข้าวที่ลงบัญชีไว้น้อยนัก? ฉันจำได้ว่าวันนี้มีคนมาซื้อข้าวตั้งเยอะ”
หลินอวี่ถังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปหาแล้วยื่นมือหมายจะรับสมุดบัญชี
แต่เฉินเต๋อกุ้ยกลับคว้าข้อมือเธอไว้ทันที
“ไม่เป็นไรหรอก ผิดพลาดกันได้ เป็นเรื่องธรรมดา”
ขนทั่วร่างของหลินอวี่ถังลุกชัน เธอกระชากมือกลับอย่างแรง
แต่เฉินเต๋อกุ้ยฉวยจังหวะโอบเอว ดึงเธอเข้าไปในอ้อมแขนเสียแล้ว
“ถึงยังไงครอบครัวเธอสามคนก็ต้องพึ่งฉันเลี้ยงอยู่ดี” เขากระซิบข้างหู “งั้นมาอยู่กับฉันสิ เธอจะได้ไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้”
