เดินไปได้ไม่นาน พวกเธอก็สลัดคนแปลกหน้าที่มามุงดูเมื่อครู่ออกไปได้
หลังจากเฉิงอี้อีโทรหาพ่อบ้านหลี่และแจ้งตำแหน่งที่อยู่ เขาก็ขับรถมาถึงอย่างรวดเร็ว แล้วยกคอมพิวเตอร์ไปเก็บไว้ท้ายรถ
ทั้งยังจัดการป้องกันการกระแทก โดยหาของนุ่ม ๆ มารองไว้หลายชั้น
ก่อนจากไป พนักงานยังคงกล่าวขอบคุณไม่หยุด เพราะค่าคอมมิชชันจากยอดขายครั้งนี้เทียบได้กับเงินเดือนหลายเดือนของเขาเลยทีเดียว
“คุณหนูทั้งสอง ตอนนี้จะกลับบ้านเลยไหมครับ” พ่อบ้านหลี่ถามจากที่นั่งด้านหน้า
ตอนนี้เสิ่นอันเยว่กำลังกินไอศกรีม พยายามใช้วิธีนี้กดข่มความกระสับกระส่ายในใจ
แต่ตัวต้นเหตุอย่างเฉิงอี้อีก็นั่งอยู่ข้าง ๆ ทำให้เสิ่นอันเยว่ถึงกับไม่รู้จะต่อบทสนทนาอย่างไรไปชั่วขณะ
“อืม กลับบ้านกันเถอะ”
เฉิงอี้อีไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน เธอแค่คิดว่าเสิ่นอันเยว่คงเหนื่อย เพราะต้องอยู่กลางแดดเปรี้ยงข้างนอกมานานขนาดนี้
ก็คุณหนูใหญ่ที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมตั้งแต่เด็กนี่นา ร่างกายอ่อนแอหน่อยก็เข้าใจได้~
ยังไงเธอก็ไม่ต้องทำงานใช้แรงอะไรอยู่แล้ว จะบอบบางหน่อย ผิวนุ่มหน่อย ตัวหอมหน่อย...
ก็เป็นเรื่องปกตินี่นา
ระหว่างทาง เสิ่นอันเยว่ไม่มีอะไรทำ จึงเริ่มย้ำข้อควรระวังต่าง ๆ ในงานเลี้ยงที่จะจัดขึ้นในอีกไม่นานให้เฉิงอี้อีฟัง
ฟังไปได้สักพัก เฉิงอี้อีก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที
จากนั้นเธอก็ถามข้อสงสัยของตัวเองออกมา
“ทำไมฉันเปิดประตูเองไม่ได้ล่ะ”
“แล้วก็ห้ามพูดขอบคุณกับพนักงานเสิร์ฟด้วยเหรอ”
“สเต๊กห้ามจับทั้งชิ้นแทะ แบบนั้นฉันพอเข้าใจได้ เพราะมันดูไม่สุภาพจริง ๆ”
“แต่ทำไมตอนกินสลัดถึงหั่นไม่ได้ ต้องใช้ส้อมจิ้มขึ้นมากินอย่างเดียวล่ะ”
