ครึ่งชั่วโมงต่อมา หยางไห่โปกับพวกก็กลับขึ้นเรือ
ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเคนต์ หยางไห่โปกำลังใช้รอกยกแผ่นไม้ที่กองรวมกันขึ้นเรืออย่างสบาย ๆ
ปกติแล้ว งานแบบนี้ต้องใช้ชายฉกรรจ์สามคนถึงจะพอออกแรงทำไหว!
พวกกะลาสีที่นอนหมดสภาพอยู่บนดาดฟ้าต่างลุกขึ้นมา ยื่นหัวออกมาจากราวเรือแล้วเบิกตากว้าง มองหยางไห่โปจัดการรอกอยู่คนเดียว
เดิมทีพวกเขาคิดว่าคงต้องแยกย้ายกันแล้ว นี่กัปตันไปหาชายแกร่งแบบนี้มาจากไหนอีกวะ?!
“ยังยืนบื้อกันอยู่ทำไม! รีบไสหัวมาทำงาน!”
พอได้ยินเคนต์คำราม ต้นหนกับต้นหนรองก็สะดุ้งโหยง รีบตะโกนเรียกลูกน้องให้เริ่มทำงานทันที
แต่เรื่องที่ทำให้พวกเขาอ้าปากค้างยังมีอีกมาก
หลินโหร่วในชุดเครื่องช่วยแรงเดินฝ่าฝูงคนที่กำลังวุ่นอยู่บนเรือ ไปหยุดข้างเสากระโดงที่หัก
หลังจากให้หยางไห่โปช่วยประคองเสากระโดงให้ตั้งตรง เธอก็ล้วงค้อนจากเอวออกมาโดยไม่พูดพร่ำ แล้วเริ่มซ่อมแบบไม่ออมแรง
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
หลินโหร่วตอกตะปูเหล็กลงไปสองสามตัว ก่อนจะพันผ้าใบไปรอบ ๆ อย่างลวก ๆ แล้วมัดให้แน่นด้วยเชือกป่าน สุดท้ายก็เตะเข้าไปเต็มแรง
ตึง!
เมื่อเห็นว่าเสากระโดงกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม หลินโหร่วก็พยักหน้าอย่างพอใจ
“เรียบร้อย!”
การซ่อมทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที
ถ้าไปจ้างช่างที่ท่าเรือ อย่าว่าแต่ซ่อมให้เสร็จเลย แค่ตั้งเสากระโดงขึ้นมาให้ได้ก็เกิน 5 นาทีแล้ว
ด้วยพรสวรรค์ของหลินโหร่วคอยช่วย เรือไป๋ลู่จึงซ่อมแซมทุกส่วนเสร็จเรียบร้อยภายใน 2 ชั่วโมง
หลังทำงานเสร็จ หลินโหร่วเดินมาหยุดข้างหลี่จิ้น พลางขยี้ผมสั้นสีดำอย่างจนใจ
“พี่จิ้น ตอนออกไปตลาดเมื่อกี้มีคนสังเกตเห็นฉันเยอะเลย แถมยังตามมาด้วยช่างเรืออีกตั้งหลายคน”
หลินโหร่วไม่ใช่คนชอบทำตัวโดดเด่น แต่เครื่องช่วยแรงที่เธอสวมอยู่สะดุดตาเกินไปจริง ๆ
ระหว่างทางกลับ มีช่างเรือหลายคนคิดว่าเธอเป็นกัปตัน จึงเข้ามาแนะนำตัวเอง
ในจดหมายจากระบบระบุไว้ว่า กัปตันหนึ่งคนรับลูกเรือได้แค่ 20 คน
