“หัวหน้า ไอ้หมอนั่นที่ถือปืนอยู่”
ชาร์ลีก็สังเกตเห็นหลี่จิ้นเช่นกัน เขาวิ่งไปกระซิบเตือนเฉาเหมิ่ง
“กูไม่ได้ตาบอด”
เฉาเหมิ่งหรี่ตาลง แน่นอนว่าเขาไม่มีทางลืมหลี่จิ้น
อีกฝ่ายไม่พูดสักคำ แต่ท่าทีเรียบเฉยไร้คลื่นอารมณ์นั่นทำให้เฉาเหมิ่งหงุดหงิดอย่างยิ่ง
แม้แต่ความปรารถนาที่เพิ่งพลุ่งขึ้นมาก็ยังมอดลงไปไม่น้อย
แต่ไม่นานนัก เขาก็สังเกตเห็นว่าหลี่จิ้นเปลี่ยนไปจากตอนเพิ่งเข้าสู่โลกชั้นนี้อย่างสิ้นเชิง
ผมเสยยุ่งเหยิงจับตัวเป็นช่อ ๆ ด้วยก้อนเลือดสีดำ เกราะหนังขาดรุ่งริ่ง และกลิ่นเหม็นคาวที่โชยออกมาจากตัว
ทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะยืนยันว่าการผจญภัยในคุกใต้ดินของหลี่จิ้นไม่ราบรื่นนัก
เฉาเหมิ่งแอบยินดี ดูท่าปืนคงใช้ได้ไม่ดีนักในคุกใต้ดิน ไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายคงไม่อยู่ในสภาพยับเยินเช่นนี้
แต่เฉาเหมิ่งก็ไม่ใช่คนโง่ เขาสังเกตเห็นแล้วว่าปืนพกสีดำกระบอกเดิมของหลี่จิ้นหายไป กลับถูกแทนที่ด้วยปืนคาบศิลาประหลาดกระบอกหนึ่ง
เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนถ่มน้ำลายสีเหลืองลงพื้น ราวกับตัดสินใจบางอย่างได้แล้ว
เขาหันกลับไปมองชาร์ลี ส่งสัญญาณทางสายตาให้เดินเข้าไปหา
เมื่อเห็นว่าเฉาเหมิ่งคิดจะเข้าไปหาเรื่องหลี่จิ้น ชาร์ลีก็หน้าตาตื่น รีบเกลี้ยกล่อมว่า
“หะ...หัวหน้า ไอ้หมอนั่นมีปืนนะครับ เราหลบไปก่อนดีไหม?”
พอได้ยินเช่นนั้น เฉาเหมิ่งก็ขมวดคิ้ว ยกฝ่ามือใหญ่ตบชาร์ลีอย่างไม่ไว้หน้า
เพี๊ยะ!
ชาร์ลีมึนงงไปชั่วขณะ ใบหน้าหล่อเหลาบวมเป่งขึ้นมาทันที
เฉาเหมิ่งบีบแก้มขาวผ่องของชาร์ลี เผยฟันเหลืองพลางข่มขู่ด้วยเสียงที่มีเพียงสองคนได้ยินว่า
“ข้อแรก ไอ้หมอนั่นอยู่ในสภาพยับเยินขนาดนี้ บางทีอาจมีแผลติดตัวด้วย นี่เป็นโอกาสดีที่จะชิงอุปกรณ์ของมัน”
“ข้อสอง ถ้าไม่ใช่เพราะหน้าตาดี กูคงไม่พาไอ้ปวกเปียกไร้ประโยชน์อย่างมึงมาด้วย ถ้าไม่อยากให้กูโมโห ก็ไสหัวไปลองเชิงมันซะ”
ชาร์ลีก้มหน้าลูบแก้มที่บวมแดง ไม่กล้าส่งเสียงสักแอะ
เขาเคยเห็นแล้วว่าเฉาเหมิ่งโหดเหี้ยมแค่ไหนตอนฆ่าคน ภาพขวานผ่ากะโหลกคนตรงหน้าชวนสยดสยองจนถึงตอนนี้เขายังรู้สึกคลื่นไส้
ที่สำคัญ สายตาที่เฉาเหมิ่งมองเขาในคุกใต้ดินเต็มไปด้วยความปรารถนาอย่างไม่ปิดบัง
