หลี่จิ้นจ้องปืนคาบศิลาที่อยู่ในมือ สีหน้าพิกลเล็กน้อย
เขาค่อย ๆ รู้สึกว่าของที่กำลังถืออยู่ไม่ใช่ปืน แต่เป็นหญิงสาวพราวเสน่ห์ที่กำลังสอดนิ้วประสานมือกับเขาแน่น
“ตื่นได้แล้ว!”
เสียงดีดนิ้วดังกังวานขึ้น หลี่จิ้นได้สติกลับมา ถึงเพิ่งรู้ว่าตัวเองกำลังยึดปืนคาบศิลากับฮอปไว้อย่างเอาเป็นเอาตาย
เขารีบปล่อยมือ ให้ฮอปยัดปืนกระบอกนั้นกลับเข้าไปในกล่อง
“ไม่ได้จัดของในกล่องตั้งนาน จนลืมไปเลยว่ามียัยนี่อยู่ด้วย ยังดีที่เธอยังไม่เข้าไปพัวพันกับนาย”
ฮอปปิดกล่องแล้วปาดเหงื่อเม็ดเล็กบนหน้าผาก
หลี่จิ้นเห็นฮอปทำท่าราวกับกำลังเผชิญศัตรูตัวฉกาจ จึงถามอย่างสงสัย
“ปืนกระบอกนี้อันตรายมากเหรอ?”
“แค่อันตรายเสียที่ไหน!”
ฮอปขึ้นเสียงทันที แต่ดูเหมือนกลัวว่าจะดึงดูดความสนใจจากคนอื่น จึงลดเสียงลงแล้วพูดว่า
“ฉันเคยขายปืนกระบอกนี้ให้ลูกค้าอย่างน้อยสิบคน ไม่ต้องพูดถึงการรอดชีวิตเลย แค่ทนให้ได้สักนาทียังไม่มีใครทำได้ ฉันถึงเอามันไปซุกไว้ก้นกล่อง”
“แล้วพวกเขาลงเอยยังไง?”
“ฉันว่านายไม่รู้จะดีกว่า พวกนั้นควบคุมตัวเองไม่ได้เลย ทำเอาเลอะเทอะไปทั่ว ฉันต้องใช้เวลาทั้งเดือนทำความสะอาดรถม้า ภาพตอนนั้นน่ะ...พูดแล้วก็สยอง”
ฮอปยกมือวาดเครื่องหมายกางเขนบนอกอย่างหวาดผวา ดูท่าความน่าอนาถของคนพวกนั้นจะทิ้งภาพจำฝังใจไว้กับเขาไม่น้อย
“แล้วนายไม่เป็นไรได้ยังไง?”
“ฉันเหรอ?”
ฮอปมีสีหน้าอึดอัดเมื่อได้ยินคำถามนี้ เขาอ้ำอึ้งอยู่นานกว่าจะพูดออกมาอย่างกระอักกระอ่วน
“อาจเป็นเพราะฉันแก่เกินไป แถมยังขี้เหร่เกินไป ปืนกระบอกนี้เลยไม่ชายตามองฉันก็ได้”
มุมปากหลี่จิ้นกระตุก เขาไม่คิดเลยว่าปืนกระบอกนี้จะเลือกเจ้าของจากหน้าตาด้วย
แต่ดูจากท่าทางของเธอเมื่อครู่ เหมือนเธอจะพอใจเขามาก
และบังเอิญว่าหลี่จิ้นเองก็หวั่นไหวกับปืนกระบอกนี้อย่างยิ่ง
สำหรับมือปืน การเพิ่มความว่องไวสำคัญที่สุด รองลงมาคือความแข็งแกร่งของร่างกายและพละกำลัง ส่วนสติปัญญาสำคัญเป็นอันดับสุดท้าย
