ชื่อหมู่บ้านฟังดูคึกคักและสงบสุข ทว่าภาพตรงหน้ากลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง มองไปทางไหนก็เห็นแต่เนินหลุมศพสูงต่ำไม่เท่ากัน
หลี่จิ้นพ่นลมหายใจสีขาวออกมา อากาศแบบนี้ในคืนฤดูร้อนไม่ปกติเลย อุณหภูมิน่าจะต่ำกว่า 5 องศาเสียอีก
เขากระชับเสื้อแจ็กเก็ตกัปตัน พลางพึมพำขออภัยก่อนข้ามรั้วเข้าไปในสุสาน
ไอเย็นชื้นแทรกซึมจนหนาวถึงกระดูก หลี่จิ้นก้มหน้าหาทางเดินเล็ก ๆ อย่างทุลักทุเล แล้วมุ่งลึกเข้าไปตามแนวหญ้าที่ถูกเหยียบย่ำ
ยิ่งเข้าไปลึก หมอกก็ยิ่งหนาทึบ ยังดีที่สองข้างทางมีหญ้าเรืองแสงสีฟ้าสลัวคอยส่องสว่าง อีกทั้งดูเหมือนจะนำทางเขาอยู่ด้วย
เดินไปได้ราวสี่ถึงห้าร้อยเมตร หลี่จิ้นก็หยุดตรงหน้ากระท่อมไม้หลังคาทรงโดม
จะเรียกว่ากระท่อมไม้ก็คงไม่ถูกนัก เรียกว่ากระท่อมกระดูกน่าจะเหมาะกว่า
หลังคาทรงกลมก่อขึ้นจากกะโหลกที่เรียงซ้อนกันแน่นขนัด ในเบ้าตาของกะโหลกแต่ละหัวมีหญ้าเรืองแสงขึ้นอยู่สองกอ ดูคล้ายดวงตาที่เปล่งประกายลึกลับกำลังจ้องมองหลี่จิ้น
รั้วนอกกระท่อมประกอบจากกระดูกต้นขาของสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จัก แปลงดอกไม้เต็มไปด้วยพืชประหลาดนามไม่รู้จัก เนื้อดูนุ่มหยุ่นและมีเมือกเกาะอยู่ทั่ว
หลี่จิ้นมองกระดิ่งมือที่ทำจากกระดูกตรงประตูรั้ว ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้ามันไว้
เสียงกระดิ่งแผ่วเบาดังขึ้นจากในบ้านทันที
ตามมาด้วยเสียงสบถหยาบคาย
“ไอ้คนไหนมันตาบอดจนแยกกลางวันกลางคืนไม่ออก! ดึกป่านนี้ยังกล้ามารบกวนฉันอีก เดี๋ยวแม่จะถลกหนังแกไปทำ—!”
โครม!
หญิงผิวดำร่างท้วมวัยกลางคนถีบประตูเปิด กะโหลกบนหลังคาร่วงลงมาหลายหัวเพราะแรงกระแทก
ในมือเธอถือตะเกียงเห็ดสีแดง อาศัยแสงสลัวเพ่งมองใบหน้าของหลี่จิ้น
