ความเย็นยะเยือกสายหนึ่งแผ่เข้ามา
ชินซีสะดุ้งเฮือก เสียงผู้ชายที่น่าสะพรึงกลัวดังขึ้นจากด้านหลังอย่างกะทันหัน สำหรับชินซีแล้ว เสียงนั้นราวกับเสียงปีศาจร้ายมาทวงชีวิต
ชินซีตกใจจนขนลุกชัน เธอไม่กล้าหันกลับไป ไม่อยากเห็น ไม่อยากเผชิญหน้า ยังไงประตูก็อยู่ตรงหน้าแล้ว
“แกร๊ก” เธอหมุนลูกบิดเปิดประตูโดยไม่ลังเล แต่ในจังหวะที่กำลังจะวิ่งออกไป เงาร่างสูงตรงสองร่างก็ขวางทางเธอไว้ บอดี้การ์ดร่างสูงใหญ่สองคนจ้องเธอด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ยืนขวางประตูไม่ให้ผ่านแม้แต่นิดเดียว ทั้งยังชักปืนออกมาจ่อศีรษะเธอ
ชินซีกัดฟันกรอด “……”
จำเป็นต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ?
ชินซีหันกลับมาอย่างหมดอาลัยตายอยาก กำลังจะเอ่ยปาก แต่ปลายจมูกกลับเฉียดกับเนื้อผ้าสูทของชายหนุ่ม กลิ่นยาสูบจาง ๆ ลอยมาแตะจมูก
ชายหนุ่มจู่ ๆ ก็ขยับเข้ามาใกล้ ทำให้ชินซีตั้งตัวไม่ทัน ขนตางอนงามราวปีกผีเสื้อสั่นไหวเบา ๆ ร่างทั้งร่างเอนหงายไปด้านหลัง ทว่าชายหนุ่มกลับรวบเอวเธอไว้ด้วยวงแขนอันแข็งแรง
เสียงเย็นเยียบของชายหนุ่มดังขึ้นอีกครั้ง “หนีเก่งนักนะ! วิ่งเร็วขนาดนี้เลยหรือ?”
หัวใจชินซีสะดุ้ง ความหวาดกลัวที่ถูกจับได้คาหนังคาเขาขณะกำลังหนีแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เธอมองชายหนุ่มอย่างตื่นตระหนก พลันมีเสียงร้องดังมาจากชั้นบน “อ๊ะ คุณหนูเหอเป็นลมแล้ว!”
……
เหอหมิงเยว่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และเพื่อป้องกันไม่ให้ชินซีหนีไปอีก ลู่ป่อเชินจึงลากเธอไปโรงพยาบาลด้วยกัน
ในห้องผู้ป่วย เหอหมิงเยว่ฟื้นช้ากว่าที่ชินซีคิดไว้ถึงหนึ่งชั่วโมง
ตอนนี้เธอนอนหมดเรี่ยวแรงอยู่บนเตียง ดวงตากลมใสชุ่มน้ำมองลู่ป่อเชินอย่างน่าสงสารและน้อยใจ ร้องไห้คร่ำครวญราวกับคนไว้ทุกข์
