เสิ่นซิงอวี่ชะงักไปเล็กน้อย “ซ่งชิงเหิงเหรอ? เป็นคนดีเลยนะ หน้าตาดี การศึกษาสูง ฐานะทางบ้านก็เหมาะสม ครอบครัวฉันพอใจเขามาก”
“เป็นอะไรไป? ถามถึงเขาทำไม?”
คำถามเพิ่งหลุดจากปาก ประตูห้องส่วนตัวก็ถูกเปิดจากด้านใน
พนักงานเสิร์ฟถือถาดเดินออกมา ประตูเปิดแง้มเพียงช่องหนึ่ง
ลี่หวยชวนกำลังจะเอ่ยปาก สายตาพลันเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างแล้วชะงักค้าง
หญิงสาวคนหนึ่งนั่งหันข้างอยู่ด้านใน มือประคองถ้วยชาอย่างเงียบสงบ
คิ้วตาพราวมัวราวหมอก ริมฝีปากแดงระเรื่อประหนึ่งกลีบเชอร์รี
ทั่วทั้งร่างของเธอคล้ายกลีบดอกท้อที่ลอยบางเบาอยู่เหนือผิวน้ำยามปลายฤดูใบไม้ผลิ ทาบทับด้วยแสงสว่างอ่อนจาง
ประตูปิดลงอย่างรวดเร็ว
ช่องว่างค่อย ๆ แคบลง กลีบดอกท้อกลีบนั้นถูกขังกลับเข้าไปหลังประตูอีกครั้ง
ลี่หวยชวนละสายตากลับมา “ผู้หญิงที่ใส่กระโปรงขาวคนนั้น น้องสาวแท้ ๆ ของนายเหรอ?”
เสิ่นซิงอวี่นึกอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า “ใช่”
ลี่หวยชวนเอียงศีรษะ มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
แววตานั้นแสดงความรังเกียจอย่างไม่คิดปิดบัง
เสิ่นซิงอวี่ถาม “ทำไมมองฉันเหมือนหมาแบบนั้น?”
ลี่หวยชวนตอบ “อยากยืนยันขอบเขตของตัวอย่างที่เกิดการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม”
มุมปากเสิ่นซิงอวี่กระตุก เขาชี้ตัวเอง “ฉันก็ปกติตามมาตรฐานแล้วนะ ส่วนน้องฉันน่ะได้—”
“ถูกรางวัลลอตเตอรี่พันธุกรรม” ลี่หวยชวนพูดต่อให้ “ส่วนนายได้ตั๋อเสียจากลอตเตอรี่พันธุกรรม”
“...” เสิ่นซิงอวี่พูดไม่ออก
แต่เขาก็ชินกับคำเหน็บแนมแบบนี้แล้ว
ตั้งแต่ซ่งชิงไต้ถูกพากลับมาอยู่ตระกูลเสิ่น เวลาเขากับน้องสาวยืนอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าไปที่ไหนก็มีคนมองสลับไปมาอยู่เสมอ
ซ่งชิงไต้เรียนเต้นตั้งแต่ประถม รูปร่างเพรียวสวย เอวบาง แผ่นหลังเรียว ต่อให้ยืนหรือนั่งก็ยังดูสง่างาม ใบหน้าสดไร้เครื่องสำอาง เพียงไปยืนอยู่ตรงมุมห้องก็ยังดึงดูดสายตาผู้คนได้
ส่วนเสิ่นซิงอวี่นั้นต่างกัน เขาต้องออกงานดื่มสังสรรค์อยู่บ่อย ๆ นั่งร่วมโต๊ะเหล้าทีไรก็ลากยาวไปกว่าครึ่งค่อนคืน ช่วงสองปีมานี้ไม่เพียงใบหน้าจะหย่อนคล้อย รอบเอวก็ยังมีเนื้อพอกขึ้นมา แค่บีบดูเองยังรู้สึกขัดใจ
สรุปแล้ว พอเขากับน้องสาวยืนอยู่ด้วยกัน ก็ดูไม่เหมือนพี่น้องแท้ ๆ เลยสักนิด
ขณะที่กำลังคิดว่าจะต่อคอร์สเทรนเนอร์ส่วนตัวดีไหม จู่ ๆ ลี่หวยชวนก็ถามขึ้นว่า
“น้องสาวนายชื่ออะไร?”
“ซ่งชิงไต้”
“ชิงตัวไหน ไต้ตัวไหน?”
“ชิงที่แปลว่าภูเขาเขียว ไต้ที่แปลว่าขุนเขาเขียวคราม”
“ทำไมฉันไม่เคยเจอเธอเลย?”
“เธอยังเรียนอยู่ พ่อแม่ฉันไม่ค่อยพาเธอออกมาข้างนอก” เสิ่นซิงอวี่ตอบ “อีกอย่าง ปีก่อนนายเพิ่งกลับประเทศมาก็เอาแต่จัดการพวกพ้องของพ่อ นายจะมีเวลามาเจอคนอื่นที่ไหน”
ลี่หวยชวนไม่พูดอะไรอีก เขาก้าวไปทางลิฟต์
เดินไปได้สองก้าวก็หันกลับมามองเสิ่นซิงอวี่ “ถ้าคุยเรื่องหมั้นไม่ราบรื่น ก็บอกฉันสักคำ”
เสิ่นซิงอวี่สงสัย “ทำไม?”
ลี่หวยชวนเดินไปไกลแล้ว เสียงของเขาลอยมาจากปลายทางเดิน “ปู่คนนี้จะเมตตาให้โอกาสนายมาขอความช่วยเหลือสักครั้ง”
เสิ่นซิงอวี่มองแผ่นหลังกว้างสูงนั้นแล้วกลอกตา “ไปให้พ้น”
ใครเป็นหลานแกกันวะ
......
ตอนซ่งชิงไต้กลับถึงหอพักก็เลยสี่ทุ่มไปแล้ว
หลังจากทั้งสองครอบครัวพบกัน เธอก็ไปดูหนังกับซ่งชิงเหิงต่อ พอหนังจบก็แวะกินของหวานที่ชั้นล่างของห้าง จากนั้นเขาก็มาส่งเธอถึงหน้ามหาวิทยาลัย รอจนเห็นเธอเดินเข้าไปข้างในแล้วค่อยกลับ
ระหว่างทางไม่มีบทสนทนาอะไรเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ชวนให้นึกถึงทุกครั้งที่ทั้งคู่เดินเล่นด้วยกันที่บ้านตระกูลซ่งในอดีต
พอผลักประตูเข้าไป หัวสามหัวในห้องพักก็หันมามองพร้อมกัน
“กลับมาแล้ว ๆ!” อันหย่ารีบวิ่งเข้ามาหา “เป็นยังไงบ้าง? กำหนดวันแล้วหรือยัง?”
ซ่งชิงไต้แขวนกระเป๋าไว้ที่หัวเตียง ก่อนก้มลงเปลี่ยนรองเท้าแตะ “ยังเลย”
“ยังอีกเหรอ? สองครอบครัวนั่งคุยกันตั้งบ่ายหนึ่ง ยังตกลงวันไม่ได้อีกเหรอ? มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า?” เล่อซือเถาถามพลางชะโงกหน้าออกมาจากเตียงฝั่งตรงข้าม
ซ่งชิงไต้นั่งลง ใช้ยางรัดผมรวบผมขึ้น “วันไปชนกับวันอื่น เลยเปลี่ยนวันใหม่ แล้วก็มีคนบอกว่าต้องหาคนมาคำนวณฤกษ์อีกที ยังไม่ได้กำหนดแน่นอน”
“งั้นก็คงอีกไม่นานหรอก พอหมั้นแล้วก็แต่งงานเร็ว ๆ นี้แหละ” ฉางเหยียนเหยียนวางคางบนราวเตียง ทำสีหน้าเสียดาย “ดอกไม้สวย ๆ อย่างไต้ไต้ของพวกเรา ยังเรียนไม่จบก็จะถูกเด็ดไปแล้ว”
อันหย่ารับคำจากด้านล่าง “นั่นสิ! พี่ชิงเหิงของเธอได้กำไรไปเต็ม ๆ เลย”
ซ่งชิงไต้ยิ้ม ก่อนหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าโดยไม่ตอบอะไร
หน้าจอสว่างขึ้น ซ่งชิงเหิงเพิ่งส่งข้อความมา “ถึงหอหรือยัง?”
เธอตอบไปว่า “ถึงแล้ว”
อีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว “ดีแล้ว รีบนอนนะ”
ซ่งชิงไต้จ้องข้อความนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ปลายนิ้วค้างอยู่เหนือหน้าจอ สุดท้ายก็ไม่ได้พิมพ์อะไร แล้ววางโทรศัพท์ไว้ข้างตัว
ฉางเหยียนเหยียนยังคงบ่นอยู่ด้านบน “นี่ พวกเธอว่าเราจำเป็นต้องแต่งงานกันด้วยเหรอ? ถ้าไม่แต่งงานไปตลอดจะเป็นยังไง?”
เล่อซือเถาลูบคาง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พอแก่ตัวไปคงโดนผู้ดูแลคนชราตีละมั้ง”
ฉางเหยียนเหยียนส่ายหน้า “แต่ฉันลองคำนวณสัดส่วนประชากรแล้ว ตอนพวกเราแก่ตัวลง ผู้ดูแลคนหนึ่งต้องตีคนแก่สี่ห้าสิบคน จะตีไหวเหรอ?”
“ถ้าเขาข้ามทุกคนแล้วพุ่งมาตีเราสองคนโดยเฉพาะล่ะ” เล่อซือเถาพูด “ก็เราสองคนปากเสีย”
อันหย่าฟังจบก็กล่าวขอบคุณอย่างจริงจัง “ถ้าอย่างนั้นฉันก็ปลอดภัยแล้ว ขอบคุณพวกเธอสองคนมาก”
“ยังจะมาขอบคุณอีก” ฉางเหยียนเหยียนยกมือขว้างหมอนใส่อันหย่า “ถึงตอนนั้นเราสองคนจะบอกว่าเธอเป็นคนยุยงให้ทำ โดนตีก็ตีด้วยกันไปเลย”
อันหย่าหัวเราะพลางรับหมอนไว้ “พูดอีกสักสองประโยคสิ เดี๋ยวพี่ผู้ดูแลคนนี้จะเริ่มงานแทนก่อนกำหนดนะ”
ฉางเหยียนเหยียนหดตัวกลับเข้าไปหลังม่านอย่างรวดเร็ว รูดซิปปิดเหลือช่องไว้เพียงนิดเดียว เผยให้เห็นดวงตาข้างหนึ่ง “ก็พูดสิ ฉันจะพูด เธอขึ้นมาตีฉันเลย!”
อันหย่าลุกขึ้นมาจริง ๆ เธอสลัดรองเท้าแตะออก เหยียบขั้นบันไดปีนขึ้นไป แล้วยื่นมือเข้าไปในม่านจั๊กจี้เอวฉางเหยียนเหยียน
ฉางเหยียนเหยียนกอดหมอนพลางปัดป้องซ้ายขวา “ยอมแล้ว ๆ ๆ—พี่หย่าไว้ชีวิตด้วย ฮ่า ๆ ๆ—”
ซ่งชิงไต้ดูพวกเธอเล่นกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนหันไปหยิบชุดนอนจากตู้แล้วผลักประตูห้องอาบน้ำเข้าไป
ตอนที่เสียงน้ำไหลดังซ่า รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจนหมด
สายน้ำจากฝักบัวสาดกระทบผมจนเปียกชื้น เส้นผมแนบอยู่ข้างแก้ม เธอยืนนิ่งอยู่ใต้สายน้ำแล้วหลับตาลงครู่หนึ่ง
ใบหน้าของเด็กหญิงตัวน้อยในความฝันผุดขึ้นมาอีกครั้ง
ผมมัดจุกเอียง ๆ ชุดนอนลายสตรอว์เบอร์รี ร้องไห้เรียกเธอว่า “แม่”
เธอรู้สึกเหมือนมีหินก้อนหนึ่งกดทับอยู่ในใจ หนักอึ้งจนแทบขยับไม่ไหว
มื้ออาหารกลางวันนั้น เธอคอยสังเกตอยู่ตลอด
ซ่งชิงเหิงกับเสิ่นหมิงจูออกจากห้องส่วนตัวไปทีละคน แล้วอีกไม่กี่นาทีต่อมาก็กลับเข้ามาทีละคนเช่นกัน
เวลาเหลื่อมกันไม่มาก บางทีอาจเป็นแค่เรื่องบังเอิญ
แต่เธอก็อดคิดไม่ได้ว่า ทางเดินยาวขนาดนั้น ทั้งคู่ได้เจอกันหรือเปล่า? ได้พูดอะไรกันไหม?
ตอนซ่งชิงเหิงกลับเข้ามา สีหน้าเขาดูไม่ค่อยดีนัก ส่วนเสิ่นหมิงจูกลับยิ้มหวานสดใสเหมือนปกติ
เธอไม่กล้าถาม และไม่กล้าคิดมากไปกว่านี้
สายน้ำไหลผ่านหัวไหล่และลำคอ เธอยกมือรวบผมเปียกไว้ด้านหลัง แล้วผ่อนลมหายใจยาว
ช่างเถอะ
ก็แค่ความฝัน
หลังอาบน้ำเสร็จ ซ่งชิงไต้ก็กลับไปนอนบนเตียง ดึงผ้าห่มขึ้นมาถึงคาง
แสงไฟถนนเล็ดลอดผ่านช่องผ้าม่านเข้ามาเล็กน้อย ทอดเป็นเส้นสีเหลืองนวลบาง ๆ บนเพดาน
เธอจ้องเส้นแสงนั้นอยู่ครู่หนึ่ง เปลือกตาค่อย ๆ หนักขึ้น สติเลื่อนลอยไปทีละน้อย
ในห้วงกึ่งหลับกึ่งตื่น เธอได้ยินเสียงเล็ก ๆ อ่อนหวานดังมาจากใกล้ ๆ “แม่”
เปลือกตาของซ่งชิงไต้กระตุกวูบ
เธอลืมตาขึ้น แล้วพบว่าตัวเองมายืนอยู่ในสถานที่แห่งนั้นอีกครั้ง—ทุกอย่างพร่าเลือนเป็นสีเทาหม่น ไม่มีผนัง ไม่มีหน้าต่าง คล้ายห้องที่ไร้ขอบเขต
เด็กหญิงตัวน้อยขดตัวอยู่ตรงมุมห้อง ชุดนอนลายสตรอว์เบอร์รีของเธอยับย่น ผมมัดจุกคลายออกไปครึ่งหนึ่ง
เธอกอดเข่านั่งอยู่ตรงนั้น วางคางบนแขน ดวงตาคู่หนึ่งจับจ้องมองซ่งชิงไต้ไม่กะพริบ
