“เอ้อ แล้วพวกเธอคุยกันเป็นยังไงบ้าง สินสอดให้เท่าไร จัดงานเลี้ยงที่ไหน กี่โต๊ะ แต่งงานแล้วจะอยู่ที่ไหน วางแผนจะมีลูกเมื่อไร”
เจียงเหย่หยิบไม้ขีดออกมา พลางว่า “ทำไมถามเยอะขนาดนั้น”
ถึงจะพูดอย่างนั้น เขาก็ตอบไปทีละข้อ “สินสอดห้าสิบหยวน แล้วก็ซื้อจักรเย็บผ้าอีกเครื่อง กะว่าจะจัดสองโต๊ะ ที่ภัตตาคารของรัฐ ส่วนหลังแต่งงานจะอยู่ที่ไหนค่อยว่ากัน ดูที่เธอ ถ้าอยากอยู่บ้านก็อยู่บ้าน ถ้าอยากอยู่หอพักกับฉันก็อยู่หอพัก ไม่เป็นไรหรอก ส่วนลูก...ถ้ามีก็เลี้ยง”
เขาเลี้ยงไม่ไหวหรืออย่างไร
ไม้ขีดขูดกับแถบข้างกล่องดังแกรก เขากำลังจะจุดบุหรี่ พลันได้ยินคนตะโกนมาจากด้านนอกว่า “เสี่ยวเจียง ออกมาเร็ว มีสาวสวยมาหา!”
เจียงเหย่ขมวดคิ้ว บุหรี่ยังไม่ได้จุด
“รีบไปดูสิว่าแฟนเธอมาหาหรือเปล่า”
“ใช่ ๆ เวลานี้ นอกจากแฟนเธอแล้วคงไม่มีใครหรอก”
เจียงเหย่เหน็บบุหรี่ไว้หลังหูอย่างลวก ๆ แล้วเดินออกจากห้องทำงานหน่วยรักษาความปลอดภัย “ลุงหม่า ใครมาหาฉันเหรอ”
“ก็บอกแล้วไง สาวสวย”
เจ้าของร่างเดิมเป็นคนอ่อนไหว ขาดความมั่นใจ และขี้ขลาด มักก้มหน้าห่อไหล่ ไม่ดึงดูดสายตา ต่อให้หน้าตาสวยระดับแปดส่วน ก็ลดเหลือแค่หกส่วน
ชาติที่แล้วจี้หยางเป็นดาราดัง การวางบุคลิกและภาพลักษณ์เธอเรียนมาจากมืออาชีพ แค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็เรียกสายตาคนได้แล้ว ความงามระดับหกส่วนยังเพิ่มขึ้นเป็นแปดส่วนได้
เพราะอย่างนี้ คุณลุงยามถึงได้บอกว่าเป็นสาวสวย
ว่าไปแล้ว จังหวะที่จี้หยางทะลุมิติมานั้นพอดีกับช่วงที่คนตระกูลจี้คิดว่าเธอถูกกระทบกระเทือนใจจนหมดอาลัยตายอยาก ทำตัวบ้าบอไม่สนอะไรแล้ว
