“ผู้บัญชาการเจียง” ขณะนั้นเอง เสียงเคาะประตูแผ่วเบาก็ดังขึ้นสองครั้งจากนอกห้อง
“มีอะไร” เจียงเย่าสูดลมหายใจลึก เอ่ยถามเสียงทุ้ม
“ทางกองพันเกิดเรื่องด่วนขึ้นนิดหน่อยครับ ท่านไปดูหน่อยเถอะ!” เสียงรองผู้บัญชาการนอกประตูฟังดูร้อนรน
“ลงไปก่อน เดี๋ยวฉันตามไป” เจียงเย่านิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนตอบกลับ
ฉวี่ฉางเซี่ยจำได้ว่าชาติก่อนในคืนแรกของทั้งคู่ เจียงเย่าก็จากไปกลางดึกเช่นกัน ตอนนั้นพวกเขาเพิ่งร่วมหอเสร็จ นางเหนื่อยเกินไปจนผล็อยหลับไปเลย
นางเม้มปากแน่นมองเจียงเย่า ไม่ปริปาก
“เรื่องนี้ รอให้ตัวเจ้าเองคิดให้ตกแล้ว โทรมาหาฉันที่กองพัน” เจียงเย่าลุกขึ้น เดินไปข้าง ๆ หยิบหมวกทหารบนโต๊ะมาสวม แล้วเอ่ยกับนางเสียงต่ำ
ฉวี่ฉางเซี่ยรู้ว่าคืนนี้พลาดโอกาสไปแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ทันจะแก้ตัวแล้ว ไม่อาจรั้งเขาไว้จนเสียงานสำคัญทางกองพันได้
นางไม่เอ่ยปาก มองเขาสวมเครื่องแบบหน้ากระจก
“พรุ่งนี้คุณจะกลับมาไหม” จังหวะที่เจียงเย่ากำลังจะก้าวออกจากประตู นางเอ่ยถามเขาเสียงเบา
“แล้วแต่สถานการณ์” เจียงเย่าตอบเรียบ ๆ
ฉวี่ฉางเซี่ยครุ่นคิดแล้วถามอีกว่า “ถ้าฉันมีเรื่องด่วน ไปหาคุณที่หอพักได้ไหม”
เจียงเย่าหันมามองนางแวบหนึ่ง “ถ้าไม่มีสถานการณ์พิเศษ ก็อย่าดีกว่า”
พูดจบก็หันหลังปิดประตูโดยไม่เหลียวหลัง
ฉวี่ฉางเซี่ยมองเขาออกไป ครู่หนึ่งจึงกัดฟันด่าตัวเองเงียบ ๆ “ชาติก่อนแกนี่นิสัยแย่จริง!”
หากไม่ใช่เพราะในงานหมั้นนางแสดงตัวไม่สมบทบาท เจียงเย่าก็คงไม่คลางแคลงใจนางหนักหนาถึงเพียงนี้
ชาติก่อน อีกสิบกว่าวันให้หลัง เจียงเย่าจะถูกส่งไปฝึกพิเศษบนเกาะ แล้วพวกเขาก็ไม่เคยได้พบหน้ากันอีกเลย
ส่วนการพบกันครั้งต่อไปคืออีกสองวันให้หลัง พวกเขารีบพบหน้ากันแค่ครั้งเดียว ไม่ถึงชั่วโมง เขาก็กลับกองพันไปอีกรอบ ส่วนครั้งถัดจากนั้น ก็คือครั้งที่พวกเขาอยู่ร่วมหอครั้งที่สอง อีกสิบวันให้หลัง
เวลาที่เหลือให้กับนางกับเจียงเย่า จึงเหลือเพียงสิบวัน
……
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฉวี่ฉางเซี่ยมองฟ้าสว่างนอกหน้าต่าง ก็ลุกพรวดขึ้นจากเตียง
นางคิดทั้งคืน นอนไม่หลับเลยสักงีบ
ขั้นต่อไปต้องเดินอย่างไร ตอนนี้ในหัวนางชัดเจนมากแล้ว
ตอนนี้นางจะกลับไปที่สกุลฉวี่ก่อน ไปเอาของบางอย่าง แล้วจึงไปกองพันตามหาเจียงเย่า
เพิ่งล้างหน้าหวีผมและเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูถี่ยิบดังมานอกห้อง
“ใครน่ะ” ฉวี่ฉางเซี่ยระแวดระวังมองไปทางหน้าต่างข้างประตู
“คุณหนูฉวี่ ดิฉันเอง คุณผู้หญิงให้เอาน้ำร้อนมาให้คุณสองกา” คนนอกประตูตอบอย่างสุภาพ
ฉวี่ฉางเซี่ยฟังออก เป็นเสียงแม่บ้านฉวนของสกุลเจียง
ชาติก่อน ฉวี่ฉางเซี่ยตื่นนอนแล้วลงไปกินข้าวเช้าเอง
สกุลเจียงมีคนใช้สามสี่คน กับให้แม่บ้านฉวนมาส่งน้ำร้อนให้ถึงห้องแต่เช้าตรู่ เกรงว่าคงไม่ใช่เพียงแค่ส่งน้ำธรรมดา
“มาแล้วค่ะ” ฉวี่ฉางเซี่ยครุ่นคิดอยู่หลายวินาทีจึงตอบ
“ขอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ”
สองนาทีต่อมา นางเดินไปที่ประตู เปิดกลอนประตูที่ล็อกจากด้านใน
เพิ่งดึงประตูออก ก็เห็นคนสองคนยืนอยู่นอกประตู หนึ่งคือแม่บ้านฉวน อีกหนึ่งคือเจี่ยงอี่เหอ ผู้เป็นแม่ของเจียงฉือ
เจี่ยงอี่เหอเป็นแม่เลี้ยงของเจียงเย่า เมื่อเจียงเย่าอายุห้าขวบ เจี่ยงอี่เหอแต่งเข้าสกุลเจียง แล้วคลอดเจียงฉือ
สีหน้าของเจี่ยงอี่เหอในยามนี้ เรียกได้ว่าย่ำแย่ถึงขีดสุด
บนทางเดินยังมีคนใช้ที่เหลือของสกุลเจียงยืนอยู่
ฉวี่ฉางเซี่ยกวาดตามองพวกเขา เสียงเตือนภัยก็ดังวูบในใจ
ทันใดนั้นเจี่ยงอี่เหอก็กระแทกเท้า “ตึงตึง” สองก้าวมาถึงตรงหน้านาง แล้วเงื้อมือตบฉาดเข้ามาหานางฉับพลัน
ฉวี่ฉางเซี่ยเตรียมใจไว้แล้ว จึงยกแขนขึ้นปัดป้องได้ทันที
เล็บของเจี่ยงอี่เหอกรีดผ่านหลังมือนางอย่างแรง ผิวตรงนั้นก็ร้อนผ่าวปวดแสบขึ้นมาทันใด
“อีนังตัวดี! ยังกล้าเอามือปัดอีก!” เจี่ยงอี่เหอเห็นฉวี่ฉางเซี่ยหลบได้ ก็ยิ่งเดือดดาลหนัก เงื้อมือตบมาอีกฉาด
ฉวี่ฉางเซี่ยไม่ยอมให้ถูกตัวอีก รีบหลบ พลางขมวดคิ้วถาม “คุณน้า ทำแบบนี้ทำไมกัน”
“มึงยังถามข้าได้!” เจี่ยงอี่เหอชี้นางอย่างหัวเสียหนัก “เมื่อคืนเจียงเย่าไม่เอามึง มึงยังกล้ายั่วเจียงฉือลูกข้า แถมใช้ของมีคมขู่เขา! ตอนนี้มันนอนอยู่ในโรงพยาบาล ถ้าเป็นอะไรไปมึงรอเจอดี!”
“เจียงฉือบอกคุณอย่างนั้นหรือ” ฉวี่ฉางเซี่ยขมวดคิ้วถามกลับ
เจี่ยงอี่เหอไม่สนว่านางพูดอะไร เหยียดหยามว่า “ข้าจะบอกความจริงให้ มึงของอย่างเจียงเย่ายังไม่เอาอยู่เลย ลูกข้ายิ่งไม่มีทางจะเอาอีนังเจ้ากี้ไม่บริสุทธิ์อย่างมึงหรอก! อย่างมึงเนี้ย สมัยก่อนต้องจับยัดเข่งหมูถ่วงน้ำไปแล้ว!”
ฉวี่ฉางเซี่ยเพียงมองเจี่ยงอี่เหอเงียบ ๆ
ชาติก่อนเจี่ยงอี่เหอก็ไม่ชอบนาง รังแกนางอยู่เสมอ
“พูดจบหรือยังคะ” นางรอครู่หนึ่งแล้วถามเจี่ยงอี่เหอกลับอย่างใจเย็น
“ฉันดูเหมือนคนโง่มากหรือคะ”
“มึงหมายความว่าไง” เจี่ยงอี่เหอมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ฉันจะทิ้งคู่หมั้นนายกองที่อนาคตสดใส ไปเอาคนพาลในกรมที่เรียนไม่เป็นท่า แม้แต่จะเรียนจบก็ยาก คุณน้าว่าเป็นไปได้เหรอคะ” ฉวี่ฉางเซี่ยยิ้มน้อย ๆ ให้นาง
“มึง...” เจี่ยงอี่เหอโกรธจนอับอายขึ้นมาทันที “ข้าไม่อยากฟังมึงพล่ามอีก! พวกเจ้าเข้าไป เอาของของมันทั้งหมดโยนออกไปให้ข้า!”
“ข้าจะบอกเรื่องเมื่อคืนให้พี่ชายเจียงของมึงรู้ งานแต่งนี้ ต่อไปพวกมึงสกุลฉวี่ไม่ต้องคิดเลย!”
ฉวี่ฉางเซี่ยเห็นพวกนางฮึกเหิมกรูเข้ามา ไม่ได้ขัดขวาง แต่ถอยไปสองก้าว หลีกทางให้พวกนาง
ยังไงเรื่องเมื่อคืนไม่ว่านางจะอธิบายอย่างไร ก็ไม่มีใครเชื่อว่านางบริสุทธิ์ใจ สู้หุบปากเสียดีกว่า
อีกอย่างเจี่ยงอี่เหอเตรียมการมาพร้อม นางไม่จำเป็นต้องทนถูกเอาเปรียบที่นี่
นางมองพวกนางรื้อค้นกระจุยกระจายในห้องของนาง เอาสินสอดบางส่วนที่นางนำมา กับของหมั้นที่สกุลเจียงเคยมอบให้ออกมากองรวมกัน
ในนั้นมีของโบราณหลายชิ้น ที่แม่แท้ ๆ ของเจียงเย่าทิ้งไว้ให้เขาก่อนเสียชีวิต ล้วนมีมูลค่าสูง
“เบามือหน่อย อย่าทำแตก! พวกนี้ต้องคืนให้คุณชายใหญ่!” แม่บ้านฉวนกำชับพวกคนใช้ที่กำลังค้นหา
ระหว่างพูด สายตาก็ไปเห็นกล่องไม้จันทน์ที่บรรจุคางคกทองคำหนักเกือบครึ่งชั่งเข้า แม่บ้านฉวนกับเจี่ยงอี่เหอสบตากันแวบหนึ่ง แล้วก้าวขึ้นไปหยิบขึ้นมาทันที
นี่คือของหมั้นที่ล้ำค่าที่สุดชิ้นหนึ่ง ชาติก่อน เจี่ยงอี่เหอก็รีบเอาคางคกทองคำที่คาบสร้อยลูกปัดหยกอยู่ในปากนี้ไปจากมือของฉวี่ฉางเซี่ยตั้งแต่เนิ่น ๆ
แม่บ้านฉวนถือกล่องไม้จันทน์เดินกลับมาข้างเจี่ยงอี่เหอ ยื่นส่งให้นาง
เจี่ยงอี่เหอกำลังจะเปิดตรวจดู ฉวี่ฉางเซี่ยมองท่าทางไร้ยางอายของพวกนางอยู่ข้าง ๆ ก็อดหัวเราะเย็นไม่ได้ “คืนให้พี่เจียงเย่าเหรอคะ”
“ฉันว่า เกรงว่าคงเป็นหมูยอปาหมาจริง ๆ มั้งคะ”
พอเจี่ยงอี่เหอถูกจับได้ ก็ตวัดสายตาดุดันกรีดมานาง “มึงว่าใครเป็นหมา! ยังจะมีมารยาทมีใครสั่งสอนไหม ผู้หญิงอย่างแม่มึงก็สอนได้แต่อย่างมึงนี่แหละที่ขึ้นโต๊ะไม่ติด!”
ฉวี่ฉางเซี่ยปรายตามองเจี่ยงอี่เหอหน้าเรียบ “จะด่าฉันก็ว่ามา แต่อย่าพาดพิงถึงแม่ฉัน”
แค่แวบตานี้ ก็ทำให้เจี่ยงอี่เหอสะท้านวาบอย่างไม่รู้สาเหตุ
ทำไมชั่วข้ามคืน ฉวี่ฉางเซี่ยถึงเหมือนกลายเป็นคนละคน? หลายครั้งก่อนที่เจอกัน นางอ่อนแอเหมือนแม่นางชัด ๆ ต่อหน้าผู้ใหญ่ไม่กล้าแม้แต่จะปริปาก!
ฉวี่ฉางเซี่ยหันตัว ค่อย ๆ ก้าวเข้าใกล้เจี่ยงอี่เหอสองก้าว
เจี่ยงอี่เหอถูกนางบีบจนถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว “มึงจะทำอะไร!”
ชาติก่อน แม่ลูกตระกูลฉวี่ถูกเจี่ยงอี่เหอขี่หัวอ่อนแอมาตลอด จนกระทั่งแม่ของนางจากไป เจี่ยงอี่เหอก็ยังชอบเอ่ยถึงแม่นางแขวะเสียดสีเป็นพัก ๆ
ทว่า นั่นมันเรื่องของชาติก่อน ในชาตินี้ ใครอย่าหวังมารังแกแม่ลูกพวกนางได้!
ฉวี่ฉางเซี่ยยิ้มน้อย ๆ ให้เจี่ยงอี่เหอ แล้วยื่นมือไป “ของของฉัน ขอคืนด้วยค่ะ นี่ของหมั้นที่พี่เจียงเย่าให้สกุลฉวี่ของฉัน”
“อีกอย่าง คุณน้าไม่ต้องรีบร้อนสะเออะรับเอง ใครคิดยักยอกของพวกนี้ไว้เป็นของตัว ฉันก็ด่าคนนั้นว่าเป็นหมา หรือว่าคุณน้าอยากเอาของตกทอดของแม่แท้ ๆ พี่เจียงเย่าไปเป็นของตัวเองจริง ๆ”
เจี่ยงอี่เหอจึงร้องเสียงแหลม “มึงพูดเหลวไหลอะไร! ข้าช่วยเจียงเย่าเก็บไว้! กันมึงไม่ส่งเสียงไม่บอกกล่าวแล้วขนของหนีไป พอถอนหมั้นกันแล้วของหมั้นพวกนี้ต้องคืนสกุลเจียงเราทั้งหมด!”
“เรื่องถอนหมั้น พี่เจียงเย่าเองรู้เรื่องไหมคะ” ฉวี่ฉางเซี่ยยิ้มอีกครั้งแล้วถามกลับ
“มึงทำเรื่องแบบนี้ออกมา ถ้าเจียงเย่ารู้เข้า มึงว่าเขายังจะเอามึงอีกไหม” เจี่ยงอี่เหอเชิดหน้าขึ้นอีก เยาะเย้ยว่า “ถ้ามึงยังมีหน้ามีตาอยู่บ้างก็ไปเอง อย่าบีบให้ข้าประจานให้รู้กันทั้งหมู่บ้านเลย!”
นางพูดจบก็ตวาดพวกแม่บ้านฉวนกับพวกคนใช้ว่า “ยังอึ้งกันอยู่อีกทำไม จับมันกับของพัง ๆ ของมันโยนออกไปข้างนอก! ให้เพื่อนบ้านล่วงรู้กันทั้งซอยว่านังหน้าไม่อายนี่!!!”
แม่บ้านฉวนกับคนใช้อีกคนที่ตัวสูงล่ำก็กรูขึ้นมาทันที จับแขนทั้งสองข้างของฉวี่ฉางเซี่ยไว้คนละข้าง
ชั้นล่าง รองผู้บัญชาการข้างกายเจียงเย่าได้ฟังว่าเหตุการณ์เบื้องบนไม่ปกติ ก็สาวเท้าฉับ ๆ พุ่งขึ้นบน
“เดี๋ยวก่อน” เจียงเย่ายื่นมือกั้นรองผู้บัญชาการไว้ เอ่ยเสียงต่ำ
“แต่คุณผู้หญิงเจียงพาคนมาตั้งมากมาย ท่านไม่กลัวคุณหนูฉวี่จะเสียเปรียบหรือครับ” รองผู้บัญชาการเห็นเจียงเย่าสีหน้าเรียบเฉย ก็ร้อนใจถามกลับ
“อยู่ใกล้แค่นี้ กลัวอะไร” เจียงเย่าตอบเรียบ ๆ
ทั้งฉวี่ฉางเซี่ยก็เป็นคู่หมั้นโดยถูกต้องตามขนบของเขา เจี่ยงอี่เหอไม่กล้าทำเกินกว่าเหตุนักหรอก
นางกล้าทำร้ายฉวี่ฉางเซี่ยแค่ปลายเล็บก็ลองดู
อีกอย่าง ดูนิสัยฉวี่ฉางเซี่ยก็ไม่ใช่พวกยอมให้ใครรังแกได้ง่าย ๆ
แล้วนางก็ไม่ได้โง่ อีกทั้ง ก็คงไม่ได้จงใจยั่วโมโหเจี่ยงอี่เหอโดยไม่เตรียมตัวอะไร คิดว่าน่าจะรออีกสักหน่อย อยากดูสุดท้ายว่านางจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร