ที่ห้องชั้นบน ฉวี่ฉางเซี่ยไม่รอให้แม่บ้านฉวนจับตัวได้ ก็บิดข้อมือสะบัดกลับ จนแม่บ้านฉวนเซถลาล้มลงกับพื้น
คนรับใช้อีกคนก็ถูกนางสะบัดหลุดเช่นกัน
ทั้งสองไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้เพียงว่าฉวี่ฉางเซี่ยเหมือนปลาไหล หลุดมือไปได้ในพริบตา
เจี่ยงอี่เหอเองก็คาดไม่ถึงว่าฉวี่ฉางเซี่ยจะมีแรงมากถึงขนาดนี้ ถึงกับนิ่งอึ้งไป
ฉวี่ฉางเซี่ยเคยช่วยมารดาทำนามาก่อน ไม่ใช่หญิงงามชาวเมืองบอบบาง การแบกปุ๋ยหนักร้อยชั่งก็ยังไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนาง
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงปีท้าย ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ นางเข้ารับการฝึกพิเศษมาตลอด สุดท้ายยังสังหารชายฉกรรจ์วัยกลางคนผู้โหดเหี้ยมพวกนั้นได้อีก
การล้มสาวใช้สักสองสามคน ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
ฉวี่ฉางเซี่ยปัดฝุ่นบนมือ แล้วยิ้มให้เจี่ยงอี่เหอ "ท่านอา ออกไปก่อเรื่องด้วยตัวเองเลยดีหรือไม่ ทางที่ดีเรียกตำรวจมาด้วยเลยนะเจ้าคะ"
"ที่ท่านว่าก็ไม่ผิด หากเป็นเมื่อหลายสิบปีก่อนเจอเรื่องเช่นนี้ ข้าคงถูกจับไปถ่วงน้ำแน่ แต่เจียงฉือในฐานะชู้ก็หนีไม่พ้นเหมือนกัน"
"เมื่อคืน เจียงฉือฉวยโอกาสที่พี่ชายไปปฏิบัติภารกิจ กลางดึกก็เปิดประตูห้องพี่สะใภ้ที่ไม่ได้ลั่นกุญแจหมายจะขืนใจ ถูกพี่สะใภ้แทงเข้าที่ขาไปเย็บแผลที่โรงพยาบาล หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ท่านคิดว่าการจัดสรรงานหลังเรียนจบของเจียงฉือจะลงเอยดีหรือไม่"
"แล้วหน้าตาของท่านอาเจียงจะเอาไปไว้ที่ไหนเล่า"
สกุลเจียงมาถึงรุ่นของเจียงเย่า เข้ารับราชการทหารมาสามรุ่นแล้ว ทั้งยังมียศไม่ต่ำ หากมีบุตรทรพีก่อคดีลวนลามขึ้นมา หน้าก็คงจะแตกยับเยิน
"เจ้า… เจ้ากลับดำเป็นขาวเช่นนี้ได้อย่างไร เมื่อคืนเจ้าเป็นฝ่ายยั่วยวนอาจือชัด ๆ" เจี่ยงอี่เหอหน้าซีดสลับเขียว โกรธเกรี้ยว
ฉวี่ฉางเซี่ยตอบอย่างไม่ยี่หระ "ท่านจะเอาเรื่องก็ตามสบายเลยเจ้าค่ะ ไม่เป็นไร ให้คนทั้งหางโจวรู้ว่าเมื่อคืนบุตรชายของท่านทำอะไรลงไป หรือไม่ข้าก็ช่วยประกาศให้ก็ได้"
"ไม่ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น รายงานการรักษาของเขาก็อยู่ที่นั่น ขอแค่ข้าเรียกตำรวจมา ก็อย่าหวังว่าใครจะสุขสบาย"
ต่อให้เป็นนางยั่วยวนเจียงฉือเองก็ตาม เจี่ยงอี่เหอจะมองนางเช่นไร นางก็ไม่สนใจเลยสักนิด
เจี่ยงอี่เหอคิดมาตลอดว่าฉวี่ฉางเซี่ยเป็นลูกแพะเนื้ออ่อนควบคุมง่าย คาดไม่ถึงว่าจะเป็นหญิงปากร้ายเช่นนี้
ชั่วขณะหนึ่ง เจี่ยงอี่เหอเองก็จนปัญญา ได้แต่จ้องเขม็งใส่ฉวี่ฉางเซี่ย โกรธจนพูดไม่ออก
ฉวี่ฉางเซี่ยเองก็ไม่อยากต่อปากต่อคำอีกต่อไป นางมีเรื่องสำคัญกว่าต้องทำ
นางหันหลังกลับไปเก็บของมีค่าทั้งหมด อัดใส่กระเป๋าเดินทางที่ติดตัวมาเป็นสินเดิม แล้วเดินกลับมาหยุดตรงหน้าเจี่ยงอี่เหอ
นางกวาดตามองกล่องไม้จันทน์ในมือของเจี่ยงอี่เหอ ถามว่า "คืนให้ข้าได้หรือยังเจ้าคะ"
พลางยื่นมือออกไปหมายหยิบคืน
เจี่ยงอี่เหอรีบซ่อนกล่องไว้ข้างหลัง "นี่เป็นของสกุลเจียงของข้า"
ขณะแย่งชิง กล่องก็ดีดตัวเปิดออก
ในวินาทีต่อมา เสียงกรีดร้องของเจี่ยงอี่เหอก็ดังลั่น "ว้าย"
"คุณนาย" แม่บ้านฉวนรีบลุกจากพื้นพรวดไปหาเจี่ยงอี่เหอ พอมองดูมือของนาง ก็เห็นว่าฝ่ามือขวาเต็มไปด้วยเลือด
"เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ"
"กล่องนี่กัดคน" เจี่ยงอี่เหอตกใจกลัว ชี้ไปที่กล่องไม้จันทน์ซึ่งตกอยู่บนพื้น
ฉวี่ฉางเซี่ยก้มตัวลงอย่างไม่เร่งรีบ เก็บกล่องขึ้นมา มองดูข้างใน ยังดีที่ไม่แตกเสียหาย
พึงรู้ว่าในชาติที่แล้ว คางคกทองคำตัวนี้ถูกประมูลไปในราคาเกือบหกสิบล้าน หากสืบทอดต่อไปก็ย่อมเป็นสมบัติล้ำค่า ต่อให้นางกับเจียงเย่าไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้ว ของสิ่งนี้ก็ควรคืนสู่เจ้าของเดิม
เมื่อคืนฉวี่ฉางเซี่ยนอนไม่หลับ คิดถึงเรื่องราวในชาติก่อนมากมาย นางนึกขึ้นได้ว่าในสินสอดที่เจียงเย่าให้มา มีของมีค่าสองสามชิ้นถูกเจี่ยงอี่เหอยึดไป กลางดึกจึงลุกขึ้นสอดเข็มหมุดเข้าไปในกล่องเป็นสิบเล่ม
"ต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ เข็มพวกนี้เดิมทีไว้กันขโมย" นางยกกล่องขึ้น ส่ายไปมาตรงหน้าเจี่ยงอี่เหอพลางยิ้ม
นางเก็บของเรียบร้อย ลากกระเป๋าเดินทางมาตรงหน้าเจี่ยงอี่เหอ กล่าวเสียงเรียบ "ท่านคิดว่าข้าแคร์ชื่อเสียงหรือ"
ผู้บริสุทธิ์ย่อมกระจ่างในตนเอง คนอื่นไม่เชื่อนาง ใส่ร้ายนาง อย่างมากนางก็แค่พามารดาไปใช้ชีวิตที่อื่น ไม่จำเป็นต้องแต่งงานเสมอไป
"เรื่องถอนหมั้น รบกวนให้ท่านอาเจียงกับเจียงเย่ามาเอ่ยกับสกุลเองเถิด"
หากเจียงเย่าเชื่อคำลวงของเจี่ยงอี่เหอกับเจียงฉือจริง ๆ นั่นก็พิสูจน์ได้เพียงว่า เขาไม่คู่ควรให้นางฝากชีวิตเลยสักนิด
นางพูดประโยคสุดท้ายจบ ก็จากไปโดยไม่เหลียวหลังอีกเลย
จนกระทั่งฉวี่ฉางเซี่ยเรียกรถสามล้อที่ริมทาง เตรียมจะไปแล้ว เจี่ยงอี่เหอถึงได้สติคืนมา
"นางขนของไปหมดนี่ก็ชัดว่าเพื่อกันข้า แล้วจะให้ข้าอ้าปากต่อหน้าเหลียนโจวกับเจียงเย่าได้อย่างไร เร็ว รีบไปแย่งกระเป๋านางคืนมา"
แม่บ้านฉวนกับคนรับใช้อีกสองสามคนรีบร้อนวิ่งตามออกไป ยังไม่ทันพ้นประตูใหญ่ ก็เห็นรถต้าไตฟงคันหนึ่งจอดอยู่หน้าประตู
เจียงเย่านั่งอยู่ที่เบาะหลัง
เห็นพวกนางวิ่งออกมา เจียงเย่าเหลียวมองผ่านกระจกรถ
พวกนางตกใจจนหยุดอยู่กับที่ทันที
"รีบร้อนกันนัก จะไปไหน" เจียงเย่าผลักประตูรถลงมา ถามด้วยสีหน้าไร้อารมณ์