ช่วงสองสามวันแรกหลังจ้าวกว่างไฉถูกจับ หมู่บ้านเขาพิงเงียบผิดปกติ
เงียบจนชวนให้รู้สึกแปลก
ปกติในเวลาแบบนี้ มักมีหญิงชาวบ้านสองสามคนนั่งแทะเมล็ดแตงโมใต้ต้นเอล์มเก่าตรงปากหมู่บ้าน คอยซุบซิบนินทาเรื่องบ้านโน้นบ้านนี้
แต่หลายวันนี้ ม้านั่งใต้ต้นไม้กลับว่างเปล่า
แม้แต่หมาเหลืองตัวใหญ่ตรงหัวหมู่บ้านยังหางจุกตูด พอเห็นเจียงเลี่ยก็รีบหลบ
เจียงเลี่ยรู้ว่าคราวนี้เขาก่อเรื่องใหญ่เกินไป
เด็กอายุ 12 ปีคนหนึ่งพาอดีตทหารเฒ่าไปช่วยตำรวจอาชญากรรมจากเมืองเอกของมณฑลจับฆาตกรติดอาวุธปืน แถมยังร่วมมือกับตำรวจไล่ล่าจ้าวกว่างไฉอีก
เรื่องนี้แพร่ไปทั่วทั้งอำเภอและตัวเมืองแล้ว
บางคนบอกว่าเจียงเลี่ยเป็นอัจฉริยะตั้งแต่เด็ก บางคนบอกว่าเขาเป็นลูกหมาป่าจากในเขา
มีคนพูดไปสารพัด
เจียงเลี่ยไม่สนใจ
ถึงเวลาก็กิน ถึงเวลานอนก็นอน ถึงเวลาฝึกก็ฝึก
เขาตื่นมาวิ่ง 10 กิโลเมตรก่อนฟ้าสาง พอกลับมาก็ฝึกเล็งปืน ฝึกต่อสู้ และฝึกยุทธวิธี
เฉินจิ่วซานบอกว่าเรื่องของจ้าวกว่างไฉเป็นบทเรียนเตือนใจ
“ฝีมือแค่นี้ของแก จัดการนักเลงหัวไม้ในหมู่บ้านไม่กี่คนยังพอไหว แต่ถ้าเจอคนเอาจริงขึ้นมา ก็เท่ากับเดินไปตาย”
เจียงเลี่ยยอมรับ
วันนั้นตอนตามจ้าวกว่างไฉขึ้นเขา เขาก็รู้สึกได้ด้วยตัวเอง
ถ้าจ้าวกว่างไฉมีปืน ถ้าหมอนั่นโหดกว่านี้อีกหน่อย หรือถ้าสันเขาตอนนั้นไม่ถล่มลงมา...
แค่ข้อใดข้อหนึ่งเป็นจริง เขาก็คงตายไปแล้ว
“เพราะงั้นผมต้องฝึก” เจียงเลี่ยบอกเฉินจิ่วซาน “ฝึกจนไม่มีคำว่าถ้า”
เฉินจิ่วซานมองเขาแวบหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไร
แต่ตั้งแต่วันนั้น ปริมาณการฝึกของชายชราก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
เจียงเลี่ยไม่บ่นสักคำ เขากัดฟันทนฝึกจนผ่านไปได้ทั้งหมด
ร่างกายแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ มือด้านลอกแล้วลอกอีก
ไม่ต่างจากต้นสนเก่าแก่บนเขาด้านหลังที่ดูธรรมดา ทว่ารากกลับหยั่งลึกลงไปทุกที
ผลกระทบจากคดีจ้าวกว่างไฉยังไม่จบ
โจวเจิ้งมาเยือนหมู่บ้านเขาพิงอีกครั้ง คราวนี้พาคนจากสถานีตำรวจอำเภอมาด้วย เพื่อเรียกซุนเต๋อว่างไปพูดคุย
วันนั้น ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านเห็นกันหมด
ซุนเต๋อว่างก้มหน้าหงอย เดินตามตำรวจสองนายออกจากสำนักงานหมู่บ้าน ก่อนขึ้นรถตำรวจไป
