“โครม!”
“อื้ออ้า!”
แท่นนอนที่ใช้ก้อนหินค้ำไว้พลันพังครืน ทำให้ฮูซูซูส่งเสียงร้องลั่น เสียงนั้นเปี่ยมเสน่ห์เย้ายวนชวนให้คนคิดฟุ้งซ่าน
เมื่อแท่นนอนพัง ร่างของเจียงหยางก็สั่นไหวตามไปด้วย
เห็นว่าปลายแท่นนอนเอียงล้มลง เจียงหยางก็ไม่คิดจัดการ อย่างไรเสียก็ไม่กระทบกับการพักผ่อนเพียงชั่วครู่
เจียงหยางมองแผ่นหลังเนียนผ่องที่คว่ำอยู่ตรงหน้า แล้วโอบกอดนางไว้แน่น ก่อนจะนอนตะแคงบนแผ่นกระดานของแท่นนอน ดื่มด่ำกับช่วงเวลาอันสงบหลังสมองปลอดโปร่ง
ขณะนี้ดวงตาของฮูซูซูเหลือเพียงตาขาวไร้เรี่ยวแรง แก้มแดงระเรื่อราวกับเยลลีนุ่มเด้ง นางนอนนิ่งอยู่อย่างอ่อนแรง สูญสิ้นทั้งความคิดและเรี่ยวแรงที่จะขยับเขยื้อนชั่วคราว...
เวลาผ่านไปโดยไม่รู้ว่านานเท่าไร
ฮูซูซูเริ่มฟื้นเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง พลิกตัวหันไปตำหนิเจียงหยาง
“เป็นความผิดเจ้าทั้งนั้น ทำแท่นนอนข้าพังเสียได้!”
เห็นฮูซูซูทำท่าดื้อรั้นเอาแต่ใจ แก้มยังแดงระเรื่อไม่จางหาย เจียงหยางก็รู้สึกว่านางน่ารักยิ่งนัก
แต่เรื่องทำแท่นนอนพัง เจียงหยางไม่ยอมรับผิดเด็ดขาด
“จะโทษข้าได้อย่างไร?” เจียงหยางรีบเข้าไปกระซิบข้างหูสัตว์ของฮูซูซู “เป็นเจ้าต่างหากที่ร้องไม่หยุดว่าอยากให้ข้า...”
“ถุย ๆ ๆ! ข้าไม่ได้ร้องอย่างนั้นเสียหน่อย!” ฮูซูซูรีบปฏิเสธหัวชนฝา
นางเป็นถึงหัวหน้าเผ่า จะไปร้องถ้อยคำต่ำช้าเช่นนั้นได้อย่างไร
แต่ความทรงจำไม่เคยหลอกลวง ยิ่งฮูซูซูพยายามเตือนตัวเองว่าไม่ได้พูด ใบหน้าที่มีสีแดงจาง ๆ ก็ยิ่งกลับมาแดงก่ำขึ้นอีก
นั่นจะเป็นนางได้อย่างไร?
เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
เจียงหยางเห็นสีหน้าล่องลอยของฮูซูซูแล้วก็อดขำไม่ได้ ตอนแรกคนที่ร้องขอก็คือเจ้า อยากให้เร็วก็เจ้า อยากได้อะไรล้วนเป็นเจ้า
