“วางใจเถิด คนในเผ่าของเจ้าที่บาดเจ็บไม่กี่คนนั้น ไป๋หลิงทายาแผลให้แล้ว อีกไม่นานก็จะหายดี”
เจียงหยางค่อนข้างเชื่อมั่นในพลังฟื้นฟูตัวเองของสัตว์รู้แจ้ง
อย่างไรเสีย บาดแผลของหยวนคราวก่อนสาหัสถึงเพียงนั้น ยังใช้เวลาเพียงเจ็ดแปดวันก็ฟื้นตัวเป็นปกติแล้ว
ตอนที่เขาตรวจดู บอกเลยว่าตกตะลึงจนพูดไม่ออก
เขาถึงกับลากหยวนไปนอนบนกองฟาง แล้วลูบหลังนางอยู่นานถึงหนึ่งชั่วยาม เพื่อให้แน่ใจว่าบาดแผลบนหลังของนางหายดีแล้วจริง ๆ
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าหมายถึงช่วยรักษาคนในเผ่าที่ป่วยเป็นไข้ร้อนเหมือนข้าต่างหาก”
“พวกเจ้ายังมีคนเป็นหวัดมีไข้อีกหรือ”
“หวัดมีไข้คืออะไร”
“ก็คือไข้ร้อนที่เจ้าพูดถึงนั่นแหละ” เจียงหยางอธิบายสั้น ๆ
“มี...”
หลังฟังไป๋ซานเล่ารายละเอียดจบ เจียงหยางก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี
ไป๋ซานถึงกับเลือกหุบเขาชื้นแฉะเป็นที่ซ่อน ไม่แปลกที่พวกเจ้าจะเป็นหวัดมีไข้ แถมเกือบตายยกกลุ่มกันทั้งคณะ
จะว่าไปก็ช่างกล้าจริง ๆ ยังตั้งชื่อสถานที่แบบนั้นว่าแดนสาปอีก
เฮ้อ คนยุคดึกดำบรรพ์ก็คือคนยุคดึกดำบรรพ์อยู่วันยังค่ำ
“ให้ไป๋หลิงไปช่วยรักษาคนก็พอ แต่พวกเจ้าต้องออกจากที่บ้า ๆ นั่นเสียก่อน ที่นั่นชื้นเกินไป อยู่ต่อไปนาน ๆ ต่อให้ไม่ป่วยก็แปลกแล้ว!”
เมื่อไป๋ซานได้ยินว่าลูกสาวช่วยรักษาได้ เขาก็ดีใจอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าต่อมากลับเผยสีหน้าลำบากใจ
“เอ่อ...ท่านหมอผีแห่งเผ่าพันธุ์งู หากพวกข้าออกจากที่นั่นไป ตอนนี้ก็ยังไม่มีที่ดี ๆ ให้ไป”
“ท่านพอจะหาที่ให้พวกข้าได้หรือไม่ พวกข้ารับรองว่าจะไม่รุกรานกัน พอรักษาโรคหายแล้ว พวกข้าจะไปหาที่ปลอดภัยตั้งถิ่นฐานเอง”
ไป๋ซานพูดเสียงเบาลงเรื่อย ๆ ตอนนั้นที่เลือกหุบเขาแห่งนั้น ก็เพื่อใช้ต้านหูลี่ที่พาคนบุกเข้ามาสังหาร
