เหอทั้วกับเสิ่นเจาหยุ่นหันขวับไปจ้องไป๋จิ้นซีพร้อมกัน
เหอทั้วคิดว่าปากเสีย ๆ ของตาเฒ่าไป๋นี่ บางทีก็ต้องจับมาดัดนิสัยกันสักหน่อยแล้ว
แต่ถึงอย่างไรเขาก็ติดหนี้นักเรียนอยู่ จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก็เสียหน้าอยู่บ้าง ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เลยได้แต่อ้ำอึ้งไปชั่วขณะ
ทว่าเสิ่นเจาหยุ่นเห็นได้ชัดว่าไม่เหมือนกัน
เธอหันไปพูดกับไป๋จิ้นซีตรง ๆ ว่า “ใช่! ฉันนี่แหละบรรพบุรุษแก แล้วบรรพบุรุษจะหน้าหนาไปหน่อยไม่ได้หรือไง?”
มุมปากไป๋จิ้นซีกระตุก เขารู้สึกเหมือนถูกเอาเปรียบเข้าให้แล้ว
เขาพึมพำว่า “เด็กสมัยนี้ตั้งชื่อกันไม่รู้จักหนักเบา บอกชื่อกับคนอื่นทีไรก็เหมือนเอาเปรียบเขาทุกที”
“ไม่เห็นจะใช่เลย ฉันพูดแต่ความจริงมาตลอดนะ!” เสิ่นเจาหยุ่นถอนหายใจ
ที่จริงเธอเป็นคนซื่อตรงมากมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
“เฮ้อ... เออ ๆ ๆ!” ไป๋จิ้นซีเป็นผู้อำนวยการมาหลายปีแล้ว เจอนักเรียนซุกซนมาสารพัดแบบ
เด็กวัยนี้กำลังอยู่ในช่วงวัยเบียวพอดี
เขาเคยเจอนักเรียนที่ตั้งชื่อว่า ‘นักสู้ปีศาจทมิฬ’ ‘ราตรีอสนีบาต’ ‘ผู้ทำร้ายแห่งห้วงลึก’ ‘วิญญาณเทพสงคราม’ อะไรทำนองนั้นด้วย...
พอคิดแบบนี้แล้ว ชื่อ ‘ฉันนี่แหละบรรพบุรุษแก’ ก็เหมือนไม่ได้แปลกอะไรนัก
เสิ่นเจาหยุ่นไม่สนใจผู้อำนวยการไป๋แล้ว เธอมองเหอทั้วตาเป็นประกาย “อธิการบดีเฮ่อ วันนี้จ่ายเหรียญดาราหนึ่งร้อยล้านได้ไหมคะ?”
ค่าดูแลกรมธรรม์ของฉื่อฉินรวมแล้วหนึ่งร้อยล้านเหรียญดารา
เพราะค่าประกันนี่แหละ เสิ่นเจาหยุ่นถึงยังไม่ได้ไปรับของ
ตอนนี้เธอไม่ได้ไม่มีเงินเสียหน่อย แค่รู้สึกว่าถ้าควักเงินก้อนนี้จ่ายเอง สุดท้ายคงเรียกคืนไม่ได้แน่
