“ขอบคุณที่ชม ไม่ได้ยินใครเรียกฉันแบบนี้มานานแล้ว ฮ่า ๆๆ...” เสิ่นเจาหยุ่นเอียงคอยิ้ม
พอได้ยินเสียงหัวเราะของเธอ ผู้อำนวยการจ้าวก็ยิ่งโมโห ชี้หน้าด่า “นักเลง! นักเลง!”
“ชมว่าฉันเป็นนักเลงเหรอ? งั้นฉันจะเป็นนักเลงให้ดู!” เสิ่นเจาหยุ่นรัวนิ้วลงบนแผงควบคุม
ปีกซ้ายของคู่แฝดนิพพานสะบัดขึ้นอีกครั้ง พื้นอาคารหลายชั้นเหนือศีรษะก็แตกร้าวซ้ำ
แสงแดดส่องตรงลงมาจากเพดานที่ถูกเปิดออก ฝุ่นที่ยังไม่ทันจางหายฟุ้งกระจายลงมาอีกครั้ง มองเห็นชัดเป็นพิเศษในลำแสง
พวกเจ้าของเหมืองสำลักจนไอไม่หยุด ทั้งยังต้องก้มหัววิ่งหนีกระเจิดกระเจิง ชนโต๊ะเก้าอี้ล้มระเนระนาด เอกสารปลิวว่อนเต็มฟ้า
“ไป! ไป!” ลู่เจี่ยที่เดิมทีวิ่งหนีไปคนเดียวแล้วหันกลับมาคว้าตัวผู้อำนวยการจ้าว “ผู้อำนวยการจ้าว รีบออกไปกันเถอะ”
มีคนวิ่งไปทางประตู
“อยากไปเหรอ?” เสิ่นเจาหยุ่นเคาะนิ้วลงไปอีกครั้ง
ปีกขวาของคู่แฝดนิพพานสะบัด มีดสั้นขนนกห้าเล่มพุ่งออกไป สามเล่มทะลุกระจกบนผนังอีกด้านของห้องประชุม ปักแน่นอยู่บนทางเดินฝั่งตรงข้าม
ส่วนอีกสองสามเล่มเฉียดชายเสื้อของเจ้าของเหมืองที่วิ่งเร็วที่สุด เสื้อผ้าสีดำบ้างเทาบ้างถูกเฉือนจนขาด ปลิวร่วงลงมา
“อ๊าก!”
“อ๊ากก!”
เจ้าของเหมืองกลุ่มนั้นเบิกตาโตยิ่งกว่ากระดิ่งทองแดง ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว
เจ้าของเหมืองคางแหลมผอมโซคนหนึ่งขาอ่อน ร่างกำลังจะล้มพุ่งไปข้างหน้า
มีดสั้นขนนกเล่มหนึ่งสั่นวูบ “ฟิ้ว” แล้วเฉียดต้นขาเขาก่อนพุ่งกลับ เลือดสาดกระเซ็นในพริบตา
“อ๊ากกก!” เจ้าของเหมืองคางแหลมผอมโซกุมขาล้มลงกับพื้น ร้องโหยหวน
เจ้าของเหมืองรอบข้างต่างตกใจจนถอยกรูด
“ฉันยังไม่ได้บอกให้พวกแกไปเลย...จะรีบวิ่งหนีอะไรกันนักหนา?” เสิ่นเจาหยุ่นมองเลือดที่กระเซ็นอยู่บนพื้นด้วยแววตาเยาะเย้ย
