บนจอขนาดใหญ่ในเมคาของหลานเวยอวี่มีสัญญาณเตือนสีแดงกะพริบอยู่
เธอเหลือบมองจอใหญ่ จะยืดเยื้อต่อไปไม่ได้แล้ว
คราวนี้เมคาสีน้ำเงินเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน
แส้ยาวของเมคาสีน้ำเงินฟาดสะบัดราวกับฝูงงูคลุ้มคลั่ง ถักทอเป็นตาข่ายหมายจะคลุมเมคาสีเงินดำแดงเขียวไว้
เมคาสีเงินดำแดงเขียวขยับไปทางซ้าย มันก็ไล่ตามไปทางซ้าย
“ตาข่ายแส้! ท่าไม้ตายของผู้อำนวยการไป๋! รุ่นพี่หลานใช้ได้คล่องสุด ๆ!”
“ดึง กระชาก พุ่งชน! วิชาสามจังหวะแส้ของพลเอกกัวที่สร้างชื่อให้เขาเลยนะ!”
“วิชาเหินบินแบบอู๋! รุ่นพี่หลานก็ทำได้! รุ่นพี่หลานนี่ตำราเดินได้ชัด ๆ”
“ท่าพวกนี้เป็นกระบวนท่าที่อาจารย์ในสถาบันเคยสอนทั้งนั้น รุ่นพี่หลานน่ากลัวจริง ๆ เรียนรู้จนแตกฉานไปหมดแล้ว”
......
นักศึกษาด้านล่างพากันวิเคราะห์กระบวนท่าของหลานเวยอวี่
แน่นอนว่า นอกจากจะทึ่งในตัวหลานเวยอวี่แล้ว ทุกคนก็ยังตื่นตะลึงกับการโต้กลับของเสิ่นเจาหยุ่นด้วย
โจวป๋ออันวางมือบนไหล่เหวยชางเหยียน อุทานติด ๆ กันว่า “ที่แท้วิธีแก้ตาข่ายแส้ก็คืออาศัยแรงพุ่งไปข้างหน้า ไม่ใช่ดิ้นรนหนีเปล่า ๆ”
เหวยชางเหยียนพยักหน้ารัว ชี้ไปทางเสิ่นเจาหยุ่นพลางกล่าวอย่างทึ่ง ๆ ว่า “เปลี่ยนแรงเฉื่อย บีบให้คู่ต่อสู้ต้องหยุดกะทันหัน! บรรพบุรุษใช้ท่านี้เป็นครั้งที่สองแล้วนะ”
“ผิด! ไม่ใช่แค่เปลี่ยนแรงเฉื่อย แต่เป็นการคาดการณ์! อ่านออกว่าคู่ต่อสู้พึ่งพาแรงเฉื่อยแบบไหน แล้วขัดจังหวะเสีย!” โจวป๋ออันตบไหล่เหวยชางเหยียนดังป้าบ
ติงฉีซิวที่ไม่รู้ว่าเบียดเข้ามาอยู่แถวหน้าได้ตั้งแต่เมื่อไรก็แทรกขึ้นมา
“พวกนายสังเกตไหม หลายครั้งเสิ่นเจาหยุ่นจะปล่อยให้หลานเวยอวี่ใช้กระบวนท่าก่อนครั้งหนึ่ง พอใช้ครั้งที่สอง เธอก็คิดวิธีแก้ได้ทันที”
