“มีวิธีปิดบังพลังโลหิตหรือไม่”
สวีอวี้นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถาม
ทุกครั้งที่กลับจากแดนร้าง ต้องจ่ายร้อยกว่ากับเพื่อลงสระชำระโลหิตงั้นหรือ
เขาไม่อยากเป็นแกะโดนปล้นหรอก
ยิ่งกว่านั้น เขายังรู้สึกว่าพลังโลหิตนี้หาได้มีแต่ผลเสียเสียทีเดียว บางทีอาจมีประโยชน์อื่นอีก
เขาไม่มีทางเชื่อว่าปราการจะใจดีพอถึงขนาดตั้งสระชำระโลหิตให้เหล่านักล่าสัตว์ผู้ลี้ภัย จะต้องมีวาระซ่อนเร้นเป็นแน่
“ปิดบังหรือ”
โจวซานตะลึงไปเล็กน้อย ดูงุนงง
เห็นดังนั้น สวีอวี้ก็ไม่ถามต่อ เห็นได้ชัดว่าโจวซานไม่เคยได้ยินเรื่องเช่นนี้มาก่อน
คงได้แต่รอโอกาสภายหลังแล้วค่อยหาคำตอบด้วยตนเอง
หลังแยกจากโจวซาน สวีอวี้ก็กลับที่พัก
แม่สวีกับคนอื่น ๆ ออกไปทำงานแล้ว เขาใช้ผ้าขี้ริ้วห่อเขี้ยวสัตว์ พกมีดสั้น แล้วเดินตามถนนสายหลักออกจากเขตสาม
การกลับมาครั้งนี้ ช่วยคลี่คลายสถานการณ์เสี่ยงอันตรายของบ้านตระกูลสวีได้ชั่วคราว
ในเขตสาม หากต้องเผชิญหน้ากับฝูงสัตว์วิวัฒน์รุกรานเช่นฝูงหนูอีกครั้ง พวกเขาจะได้รับการปกป้องจากปราการได้เป็นพวกแรก
สวีอวี้หันไปมองปราการที่อยู่ไกลออกไป ภายใต้แสงอาทิตย์ กำแพงเมืองเหล็กกล้าสะท้อนประกายเยือกเย็น เขารู้แก่ใจดีว่า เสถียรภาพของเขตสามเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
หากเกิดการโจมตีจากอสูรซากที่ต้านทานไม่ได้ขึ้นจริง พวกผู้ลี้ภัยจะเป็นพวกแรก ๆ ที่ถูกทิ้ง แม้แต่ในปราการก็มิอาจรับประกันความปลอดภัยแท้จริง
สุดท้าย เขาสูดหายใจลึก ไม่หวนอาลัยอีก แล้วเดินตามย่านที่พักอาศัยมุ่งไปข้างหน้า
เขต 11 ยังคงวุ่นวายเหมือนเคย พวกผู้ลี้ภัยดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ สถานที่นี้หาได้ถูกทำลายย่อยยับจากฝูงหนู ซากหนูเหมืองกลายพันธุ์ที่กองสุมอยู่หน้าเขต 11 ถูกขนย้ายไปนานแล้ว เหลือเพียงผืนดินสีแดงฉานที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด ส่งกลิ่นคาวคลุ้ง
เดินไปตามทางดินต่อไป สวีอวี้มาถึงเขต 15ในไม่ช้า
ที่นี่โทรมยิ่งกว่าเขต 11 เสียอีก บ้านเรือนเตี้ยและบุบสลาย สิ่งที่ทำให้เขาหนักใจคือ บ้านดินส่วนใหญ่ในเขตนี้พังพินาศ ไม่เป็นชิ้นดี มีแต่กำแพงหักพังและปลอกกระสุนเกลื่อนกลาด
