แต่พอเห็นภาพเหล่านี้ คนพวกนั้นก็รู้สึกสบายใจขึ้นไม่น้อย
หญิงที่แต่งหน้าเข้มจัดแค่นเสียงด้วยความรังเกียจ “หน้าตาดีแล้วมีประโยชน์อะไร สุดท้ายก็ถูกคนย่ำยีอยู่ดี”
“สวยจริง ๆ น่าเสียดายที่ตกเป็นของไอ้คนร้ายข่มขืน” ชายหน้าตาท่าทางลามกจ้องมองเรือนร่างอรชรของฉินชิงหาน พลางเอ่ยด้วยสีหน้าเสียดาย
ฉินชิงหานชินชากับคำดูหมิ่นและถากถางของคนเหล่านี้ไปนานแล้ว ณ เวลานี้ เธอเพียงอยากพาลูกสาวออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
เย่เฟิงอู่ก้าวฉับ ๆ เข้ามา สีหน้ามืดครึ้มจนน่าหวาดหวั่น จนถึงตอนนี้เขาถึงเข้าใจเสียทีว่าทำไมฉินชิงหานถึงเอาแต่มองนาฬิกาบนรถ ทำไมเธอถึงร้อนใจอยากมาถึงให้ตรงเวลา
ที่แท้เธอรู้มานานแล้วว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ไม่ยากเลยที่จะจินตนาการว่า ตลอดแปดปีที่ผ่านมา ฉินชิงหานกับลูกสาวต้องถูกผู้คนเยาะเย้ยและดูหมิ่นมามากเพียงใด
เย่เฟิงอู่ขวางฉินชิงหานที่กำลังรีบร้อนจะกลับไปขึ้นรถ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ดวงตาฉินชิงหานมีน้ำตาคลอ น้ำเสียงวิงวอน “ปล่อยให้พวกเราไปเถอะ ขอร้องล่ะ”
เย่เฟิงอู่ไม่ขยับแม้แต่น้อย เขาเอ่ยเสียงต่ำ “ถ้าปล่อยให้เดินจากไปแบบนี้ ผมคงทำใจให้สงบไม่ได้”
ขณะพูด เย่เฟิงอู่ก็ยกมือเช็ดน้ำลายบนตัวจิ้งซือออก ใบหน้าแน่วแน่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิดและความโกรธ
ชั่วขณะนั้น ฉินชิงหานรู้สึกสะเทือนใจขึ้นมา ความห่วงใยที่เขามีต่อจิ้งซือ…ดูเหมือนจะมากกว่าที่มีให้ใครอื่น นอกเหนือจากตัวเธอเองเสียอีก เขาทำไปเพื่ออะไรกันแน่
เมื่อเย่เฟิงอู่เดินอ้อมผ่านหน้าฉินชิงหาน สีหน้าของเธอก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป ด้วยนิสัยใจร้อนและชอบใช้กำลังของผู้ชายคนนี้ เขาคงจะทำอะไรหุนหันพลันแล่นเป็นแน่
เป็นอย่างที่คิด เย่เฟิงอู่เดินไปหยุดตรงหน้าคนที่เพิ่งดูหมิ่นและเยาะเย้ยแม่ลูกฉินชิงหานเมื่อครู่
คนเหล่านั้นต่างมีสีหน้าฉงน ไม่รู้ว่าชายรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาหล่อเหลาคนนี้เป็นใคร
