วันรุ่งขึ้น เสียงแตรปลุกจากวิทยุกระจายเสียงดังขึ้น หยางเจิ้งก็ลุกจากที่นอน
ในครัว เฉี่ยวเฉี่ยวกำลังเปลี่ยนถ่านให้เตาถ่านหินอยู่
แผ่นหลังเล็กบางดูคล่องแคล่วและเป็นธรรมชาติ
หยางเจิ้งรู้สึกปวดใจโดยไม่มีสาเหตุ เฉี่ยวเม่ยอายุเพียง 20 ปี เป็นวัยที่ยังออดอ้อนอยู่กับพ่อแม่แท้ ๆ
แต่ตอนนี้กลับดูเหมือนหญิงชราที่ตรากตรำเพื่อครอบครัวมานานแสนนาน
เฉี่ยวเฉี่ยวหันมามองแล้วเห็นหยางเจิ้ง ใบหน้ากลมเล็กก็ยิ้ม “พี่ชาย มีน้ำร้อน ล้างหน้าบ้วนปากได้เลยนะ เดี๋ยวฉันไปลวกบะหมี่ให้”
พูดจบก็ไปหยิบกะละมังกับผ้าขนหนู
“เฉี่ยวเม่ย นั่งลงก่อน พี่จัดการเอง”
หยางเจิ้งกดให้เฉี่ยวเฉี่ยวนั่งลงบนเก้าอี้ “วันนี้พี่จะลวกบะหมี่ให้ ทำมื้อเที่ยงให้ด้วย”
“พี่ชาย ผู้ชายที่ไหนเขาทำกับข้าว ฉันทำเองดีกว่า” เฉี่ยวเฉี่ยวคัดค้าน
“ใครบอกว่าผู้ชายทำกับข้าวไม่เป็น อาจารย์ของพี่ยังทำกับข้าวประจำเลย เชื่อพี่สิ ไหนลองชิมฝีมือพี่ดู” หยางเจิ้งพูดอย่างดื้อดึง
“ก็... งั้นก็ได้”
พวกเขาเอาขาหมูที่เหลือจากเมื่อวานมาอุ่นให้ร้อน แล้วไปถอนผักกาดขาวจากสวนอีก น้ำก็เดือดแล้ว รอแค่โจวเหวินฮุยตื่นก็จะทำบะหมี่ขาหมูกิน
“เฉี่ยวเม่ย ช่วงนี้ความสัมพันธ์กับโจวเหวินฮุยเป็นยังไงบ้าง” หยางเจิ้งถาม
“ก็ดีนะ ช่วงแรก ๆ เขาเย็นชา ทำกับฉันเหมือนศัตรู ต่อมาพวกเราล้ม แล้วตัวเปื้อนขี้เปื้อนเยี่ยวทั้งตัว เอ้อ ตั้งแต่นั้นเขาก็พูดมากขึ้น พูดไปก็นึกขึ้นได้ว่าพวกเรากลายเป็นสหายร่วมทุกข์แล้ว”
เฉี่ยวเฉี่ยวหัวเราะ เมื่อนึกถึงอดีตก็เป็นเพียงเรื่องเล่าขัน ๆ แต่ตอนนั้นเธอร้องไห้จนหัวใจแทบสลาย อยากกลับบ้านอย่างเดียว
“พวกเธอ... ล้มหัวฟัดหัวเหวี่ยงกันเลยหรือ” หยางเจิ้งกลับรู้สึกเจ็บปวดใจอย่างยิ่ง
“ไม่เป็นไรหรอก ตอนแรกยังไม่ชิน เดี๋ยวนี้ฉันอุ้มเขาขึ้นมาสบาย ๆ ล้มครั้งเดียวก็ทำให้เขาพูดมากขึ้น เขาเล่าเรื่องพี่น้องในสนามรบให้ฟัง พูดไปก็ร้องไห้ไป ในใจเขาเก็บกดเอาไว้ พอได้ระบายออกมา ร้องไห้ออกมา คนก็เป็นปกติ”
