ฮ่องเต้ตรัสขึ้นช้า ๆ น้ำเสียงหนักแน่นเปี่ยมอำนาจสมฐานะจักรพรรดิ
“บิดาของเหยียนควานดำรงตำแหน่งอยู่ในกรมชลประทานและตรวจการ แต่กลับไม่บริสุทธิ์สะอาด จวนอันกั๋วกงอาศัยวัยวุฒิข่มเหงผู้อื่นมาหลายปี บรรดาบุตรหลานของเขาก็กระทำผิดกฎหมายอยู่ไม่น้อย
เราล่วงรู้เรื่องนี้แล้ว กำลังสืบหาหลักฐาน เมื่อหลักฐานแน่ชัด เราจะลงโทษทุกกระทงความผิด และจัดการอย่างเด็ดขาดที่สุด
ถึงเวลานั้น ทั้งบัญชีเก่าและบัญชีใหม่จะถูกสะสางพร้อมกัน ไม่มีผู้ใดกล่าวคัดค้านได้แม้แต่คำเดียว
เช่นนี้ต่างหากจึงจะเรียกว่าระบายความคับแค้นแทนสหายร่วมสำนักของเจ้าได้อย่างแท้จริง เข้าใจหรือไม่?”
หลินข่ายชะงักงัน น้ำตายังค้างอยู่บนแพขนตา
เขาเข้าใจความหมายของเสด็จพ่อแล้ว
เสด็จพ่อมิใช่ไม่ช่วยเขา หากแต่ต้องการหาวิธีที่สง่าผ่าเผยกว่า ร้ายกาจกว่า และสอดคล้องกับศิลปะการปกครองของจักรพรรดิมากกว่า เพื่อถอนรากถอนโคนจวนอันกั๋วกง
เรื่องในวันนี้เป็นเพียงชนวน เป็นโอกาสที่ทำให้เสด็จพ่อทรงตัดสินพระทัยว่าจะไม่อดทนอีกต่อไป
“ลูก...ลูกเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เขาค่อย ๆ ลุกขึ้น ใช้แขนเสื้อเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้า แม้ดวงตายังแดงก่ำ แต่อารมณ์ก็ค่อย ๆ สงบลง
“เข้าใจแล้วก็กลับไป ร้องไห้ฟูมฟายเช่นนี้ ยังมีท่วงทีขององค์ชายอยู่หรือ”
ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ หยิบพู่กันชาดขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะขับไล่คนด้วยรับสั่งสุดท้ายว่า
“จงจำไว้ เจ้าเป็นองค์ชาย ความกล้าหาญและความรับผิดชอบของเจ้า มิใช่การระบายโทสะชั่วครู่ หากอยู่ที่การวางแผนให้รอบคอบแล้วค่อยลงมือ จู่โจมครั้งเดียวต้องเข้าเป้า ไปเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ ลูกทูลลา” หลินข่ายสูดลมหายใจลึก ประสานมือคำนับ แล้วถอยออกจากห้องทรงพระอักษร
