ซื่อจื่อแห่งจวนอันกั๋วกงมาหาถึงจวนด้วยตนเองในวันรุ่งขึ้นจริงดังว่า ท่าทีหยิ่งผยองเช่นวันวานพลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง วางตัวต่ำต้อย สีหน้าอ่อนน้อม และเอ่ยถึงเรื่องขออภัยอย่างกระตือรือร้น
อู่ซื่อเซียวปฏิบัติตาม “หลักการขออภัยสามข้อ” ที่ฉีหลินสอนไว้ ท่าทีสุภาพแต่ไม่ยอมถอยแม้แต่น้อย
“ซื่อจื่อไม่ต้องกล่าวให้มากความ วันนี้ท่าทีของพวกเราชัดเจนแล้ว
ข้อหนึ่ง คนทั้งจวนโหวยังคงมีโทสะอยู่ ยามนี้ยังไม่รับคำขออภัยจากจวนของท่าน นี่คือท่าทีของพวกเรา
ข้อสอง ของสำคัญที่เสียหายกำลังอยู่ระหว่างซ่อมแซมอย่างยากลำบาก บาดแผลทางใจมิอาจฟื้นคืนได้ในเวลาอันสั้น มิใช่ส่งทรัพย์สินมาให้เพียงเล็กน้อยแล้วจะชดเชยได้ จวนของท่านไม่จำเป็นต้องเร่งร้อนขอให้พวกเราให้อภัย
ข้อสาม หากต้องการแสดงความจริงใจ ก็จงอบรมสั่งสอนบุตรหลานของตนให้เข้มงวด และควบคุมคำพูดการกระทำให้ดีเสียก่อน
หลานสาวตัวน้อยของข้าเป็นบุตรเพียงคนเดียวของพี่สามกับพี่สะใภ้สาม พวกเขาสองสามีภรรยาสิ้นชีพในสนามรบทั้งคู่ เหลือเด็กกำพร้าคนนี้ไว้
หากผ้าเช็ดหน้าซ่อมเสร็จและหลานสาวของข้าปลอดภัย เรื่องนี้ยังพอพูดคุยกันได้ แต่หากหลานสาวของข้าเป็นอะไรไป ก็ไม่ต้องพูดกันอีก!”
ถ้อยคำของเขาเป็นลำดับชัดเจน ไม่ยโสและไม่ถ่อมตนจนเกินไป ทั้งไม่ถูกท่าทีอ่อนน้อมของอีกฝ่ายชักจูง และไม่ตกอยู่ในข้อถกเถียงไร้ประโยชน์ รักษาเกียรติของจวนโหวไว้ได้ ทั้งยังปิดทางความคิดที่จะ “ทำพอเป็นพิธีแล้วหลบเลี่ยงความผิด” ของอีกฝ่ายจนสิ้น
ซื่อจื่อแห่งจวนอันกั๋วกงถูกกล่าวจนพูดไม่ออก ครั้นทราบว่าฮ่องเต้ทรงใส่พระทัยเรื่องนี้แล้ว ก็รู้ดีว่าต่อให้ยื้อยุดต่อไปก็ไร้ประโยชน์ จึงได้แต่เก็บท่าทีลง ทิ้งคำมั่นว่าจะอบรมบุตรหลานอย่างเข้มงวดและรอฟังข่าวจากจวนโหว ก่อนจากไปอย่างกระเซอะกระเซิง
ในใจเขาย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า ความบาดหมางระหว่างจวนอันกั๋วกงกับจวนอู่อันโหวคงเกิดขึ้นแล้ว เกรงว่าแม้บิดาของเขาจะออกหน้าเองก็ยากจะประสานรอยร้าว
