“ข้อแรก เตรียมใจรับความโกรธเกรี้ยว คำตำหนิ และการไม่ให้อภัยจากพวกเรา
นี่คือสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับจากการทำผิด มิใช่ภาระ
ข้อสอง พยายามชดเชยความเสียหายทั้งทางกายและทางใจของพวกเราให้สุดความสามารถ
ผ้าเช็ดหน้าที่ฉีกขาด ซ่อมได้หรือไม่? เด็กที่ตกใจขวัญเสีย ปลอบโยนได้หรือไม่? บาดแผลที่ก่อขึ้น มีวิธีแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่? มิใช่ยกของขวัญมาหลายกล่องโดยไม่รู้ว่าข้างในบรรจุสิ่งใด แล้วเรียกว่าชดเชย
ข้อสาม และสำคัญที่สุด คือทำให้พวกเราเชื่อว่าเรื่องเช่นนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก
มิใช่รับปากเพียงลมปาก แต่ต้องเห็นความมุ่งมั่นและการลงมือทำอย่างแท้จริง ทั้งอบรมบุตรธิดา ควบคุมคำพูดและการกระทำ กระทั่งเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมของตระกูลและวงศ์สกุล”
แววตาของฉีหลินเย็นเยียบลงเล็กน้อย
“แต่จวนอันกั๋วกงทำตามข้อใดแล้วบ้างในวันนี้? พวกเขาไม่ได้รับความโกรธเกรี้ยวจากพวกเรา กลับตำหนิว่าพวกเราไร้เมตตา ไม่ได้ชดเชยความเสียหาย กลับขนสิ่งของที่ดูเหมือนจะทั้งมากมายและราคาแพงมากองไว้ให้ผู้คนที่มามุงดูเห็น ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่มีวี่แววใดที่ทำให้พวกเราเชื่อว่าพวกเขาจะปรับปรุงตัว
ดังนั้น พวกเขาไม่ได้สำนึกว่าตนทำผิด”
นางสรุปด้วยน้ำเสียงรู้เท่าทันโลกและเจือแววเย้ยหยันบางเบา
“พวกเขาแค่กลัว
กลัวแม่ทัพเฒ่าไป๋หลี่จะทำให้เสียหน้าต่อหน้าผู้คน กลัวข่าวลือเมื่อวานจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของจวนอันกั๋วกง กลัวจวนอู่อันโหวของข้าจะไม่ยอมเลิกราและใช้อำนาจแก้แค้น...”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย น้ำเสียงเบาลง ทว่าชัดเจนยิ่งขึ้น
“ที่กลัวยิ่งกว่าคือเรื่องนี้จะไปถึงเบื้องพระพักตร์ ทำให้ฝ่าบาททรงกริ้ว และได้รับคำประเมินจากฝ่าบาทว่า ‘ดูแลธรรมเนียมในตระกูลไม่เข้มงวด’ หรือ ‘ปล่อยให้บุตรีก่อเหตุทำร้ายผู้อื่น’ นั่นต่างหากคือสิ่งที่สั่นคลอนรากฐานของพวกเขาได้อย่างแท้จริง
