ฉีหลินคุกเข่าลงกับพื้น กล่าวร้องเรียนอย่างจริงจัง ไม่สิ กล่าวชี้แจงอย่างจริงจังว่า
“ขอฝ่าบาททรงสดับคำกราบทูลของหม่อมฉัน เรื่องที่หม่อมฉันมาชี้แจงในวันนี้มิใช่เพียงความแค้นส่วนตัว หากเป็นเพราะการกระทำของจวนเซวียนผิงโหวขัดต่อหลักมนุษยธรรม เหยียบย่ำกฎหมายแผ่นดิน และสั่นคลอนจารีตประเพณี
ความผิดของพวกเขามีสามประการ ล้วนสมควรถูกลงโทษอย่างสาสม ขอฝ่าบาททรงวินิจฉัยด้วยพระองค์เอง”
ฉีหลินชะงักไปเล็กน้อย ลอบมองฮ่องเต้ เมื่อเห็นสีพระพักตร์ไม่มีแววรำคาญ จึงกล่าวต่อว่า
“ประการแรก ลุ่มหลงอนุภรรยาจนละเลยภรรยาเอก ใช้บุตรอนุภรรยาปะปนกับบุตรภรรยาเอก มองกฎหมายเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า
บุตรีของหม่อมฉัน อู่ซื่ออิง เป็นภรรยาเอกที่จวนเซวียนผิงโหวจัดพิธีสู่ขอครบถ้วนตามธรรมเนียม และได้รับการยอมรับตามหลักจารีต
ทว่า คนทั้งจวนเซวียนผิงโหวกลับคิดยกบุตรีอนุภรรยาแซ่หลิ่วขึ้นเป็นใหญ่ ทั้งที่ภรรยาเอกยังอยู่และมิได้กระทำผิดข้อห้ามทั้งเจ็ดประการ กลับลอบวางแผนตั้ง ‘ภรรยาเอกอีกคน’ ขึ้นมา
การกระทำนี้ฝ่าฝืนกฎเหล็ก ‘สามีมีภรรยาเอกได้เพียงคนเดียว’ แห่งต้าหยงอย่างเปิดเผย ทำให้ฐานะบุตรภรรยาเอกกับบุตรอนุภรรยาปะปนกัน จารีตประเพณีปั่นป่วน ครั้นบุตรีของหม่อมฉันปฏิเสธอย่างเด็ดขาด พวกเขากลับกักบริเวณและปฏิบัติต่ออย่างทารุณ ไม่ต่างจากนักโทษ
นี่คือการท้าทายกฎหมายต้าหยงอย่างอุกอาจ และดูหมิ่นจารีตที่ฝ่าบาททรงบัญญัติไว้อย่างเปิดเผย!”
“ประการที่สอง ทารุณภรรยาเอก คิดทำร้ายทายาท จิตใจสมควรถูกประณาม
หลังบุตรีของหม่อมฉันกลับจวน ให้หมอประจำจวนจับชีพจรจึงทราบว่านางตั้งครรภ์แล้ว เป็นสายเลือดของจวงเหยียนแห่งจวนเซวียนผิงโหว และมีอายุครรภ์เกือบสองเดือน!
ทว่าระหว่างที่นางตั้งครรภ์ จวนเซวียนผิงโหวมิได้ดูแลเอาใจใส่ กลับใช้ข้ออ้างว่า ‘ไม่มีบุตร’ บีบบังคับและกักบริเวณ ทำให้นางหวาดกลัวและกังวลจนทารกในครรภ์ไม่มั่นคง เกือบแท้ง!
ฝ่าบาท พวกเขาเอ่ยปากเรียกร้องทายาทอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่กลับทรมานและทำร้ายสายเลือดโดยชอบธรรมของตระกูลจวงที่อยู่ในครรภ์ภรรยาเอก มิใช่ขัดแย้งกันเองและอำมหิตถึงที่สุดหรือเพคะ?
