ราวสามเค่อให้หลัง เสียงกีบม้าเร่งร้อนก็ดังขึ้นอีกครั้งนอกประตูจวน ตามด้วยเสียงอู่ซื่อเซียวที่เร่งรุดเข้ามา
เห็นได้ชัดว่าเขาควบม้ากลับมา เหงื่อเม็ดเล็กยังเกาะอยู่ตรงขมับ ลมหายใจหอบถี่เล็กน้อย ทันทีที่ก้าวเข้าประตูเรือน ก็เห็นฉีหลินสวมชุดฮูหยินผู้ได้รับพระราชทานยศยืนอยู่ใต้ระเบียง
“ท่านแม่!” อู่ซื่อเซียวสาวเท้าเข้ามา
“ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า” ฉีหลินกล่าวสั้น ๆ “คนจากวังมาตามแล้ว”
อู่ซื่อเซียวพยักหน้า ก่อนหันกลับไปยังเรือนของตน
เขาคิดเรื่องนี้ไว้แล้ว เรื่องจวนเซวียนผิงโหวก่อความวุ่นวายใหญ่โตในวันนี้ ทางวังต้องได้ยินข่าวบ้างแล้ว การเรียกเข้าเฝ้าครั้งนี้ย่อมเป็นเพราะเรื่องดังกล่าว
เขาเปลี่ยนเป็นชุดพิธีของซื่อจื่อที่มีโอกาสสวมใส่เฉพาะในงานสำคัญอย่างรวดเร็ว บุรุษในกระจกแต่งกายหรูหรา แม้ใบหน้ายังเยาว์วัย ทว่ากลับแผ่กลิ่นอายสูงศักดิ์ออกมา ส่วนความดุดันที่รวมตัวอยู่ลึกในดวงตายังไม่จางหาย
มารดาและบุตรชายมาพบกันที่เรือนด้านหน้า แลกสายตากันคราหนึ่ง ต่างมองเห็นความสุขุมและเด็ดเดี่ยวในแววตาของอีกฝ่าย
“ไปกันเถิด อย่าให้ขันทีรอนาน” ฉีหลินเอ่ย
ทั้งสองมาถึงโถงหน้า แล้วกล่าวขออภัยต่อขันทีที่รออยู่ เมื่อเห็นว่าทั้งคู่แต่งกายเรียบร้อยและมีท่วงท่าสง่างาม ขันทีจึงไม่กล้าวางท่า รีบกล่าวว่า “ฮูหยินผู้เฒ่า ซื่อจื่อ เชิญขอรับ”
นอกรั้วจวน รถม้าจากวังเตรียมพร้อมไว้นานแล้ว
ฉีหลินกับอู่ซื่อเซียวขึ้นรถม้าตามลำดับ ขันทีขี่ม้านำหน้า คนขับสะบัดแส้ รถม้าล้อบดถนนมุ่งหน้าไปยังเขตพระราชฐานอย่างรวดเร็ว
ล้อรถบดผ่านถนนปูหินเขียว เกิดเสียงเร่งร้อนประหนึ่งบรรยากาศตึงเครียดก่อนพายุฝนจะมาเยือน
ภายในรถม้า มารดาและบุตรชายแลกเปลี่ยนข่าวสารกันเสียงเบา
“เรื่องหนังสือหย่า ขั้นตอนที่ว่าการดำเนินไปถึงไหนแล้ว?”
“ท่านแม่ วางใจเถิด อีกไม่นานก็เรียบร้อย ลูกหาคนช่วยไว้ ทั้งยังมอบเงินให้ด้วย วันนี้ถึงกับเปลี่ยนทะเบียนบ้านของพี่สี่แล้ว ตอนลูกออกมา เหลือเพียงประทับตราขั้นสุดท้ายในหนังสือรับรองเท่านั้น”
