ถึงเวลาป้อนอาหารเจ้าตัวน้อยแล้ว ฉีหลินส่งสัญญาณให้จูจูยกเปลอุ่นใบเล็กมา ก่อนค่อย ๆ แหวกผ้าฝ้ายนุ่มนิ่มอย่างเบามือ แล้วหยิบก้อนน้อยที่ห่ออยู่ข้างในออกมา ป้อนนมแพะให้ทีละนิดอย่างอดทน
ท่าทางจดจ่อและอดทนเต็มเปี่ยมเช่นนั้น ช่างแตกต่างจากตอนที่นางพูดคุยหัวเราะอย่างออกรสเมื่อครู่ราวกับเป็นคนละคน
ชายชราจี้ไหลจือหยุดพูดตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ กำลังมองดูอย่างใคร่รู้
เขาใช้ชีวิตคลุกคลีกับเครื่องดนตรีและท่วงทำนองมาตลอดชีวิต กลับไม่ค่อยได้สัมผัสชีวิตน้อย ๆ ที่สดใสแต่เปราะบางเช่นนี้นัก เมื่อเห็นลูกสัตว์ตัวน้อยหลับตาดูดนม จึงอดถามไม่ได้ว่า
“นี่คือ ‘วาสนา’ ที่ท่านเคยกล่าวถึงคราวก่อน ว่าได้มาจากในป่าใช่หรือไม่?”
“ถูกต้องเจ้าค่ะ” ฉีหลินยังคงป้อนนมไม่หยุด น้ำเสียงอ่อนโยนยิ่ง “ท่านจี้ลองดูสิ มองออกหรือไม่ว่าเป็นตัวอะไร?”
ชายชราจี้ขยับเข้าไปใกล้ พินิจรูปร่างน้อย ๆ ที่มีผิวชมพูระเรื่อและขนอ่อนบางเบา ก่อนส่ายหน้า
“ในสายตาข้า มีเพียงเสียงกง ซาง เจวี๋ย จื่อ และอวี่ จะแยกแยะสัตว์ป่าในขุนเขาเช่นนี้ได้อย่างไร แต่เห็นท่านเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมเพียงนี้ นับเป็นวาสนาใหญ่หลวงของมัน ไม่รู้ว่าชาติปางก่อนสั่งสมบุญใดไว้”
“ขอเพียงมันปลอดภัย ข้าก็วางใจแล้ว” ฉีหลินตอบสั้น ๆ แต่แฝงความหมายลึกซึ้ง
ขณะกำลังสนทนากัน แม่นางสวีก็ยกน้ำชากับของว่างเข้ามาด้วยตนเอง ด้านหลังมีสาวใช้ตัวน้อยสองคนถือจานผลไม้ประณีตตามมา นางยิ้มแย้มเต็มหน้า กล่าวขออภัยที่มารบกวนท่านจี้ก่อน แล้วรีบนำของว่างไปวางตรงหน้าฉีหลิน
“ฮูหยินผู้เฒ่าลองชิมชาขาวที่เพิ่งมาถึงนี่สิเจ้าคะ แล้วก็ผลไม้นี่ ม้าด่วนส่งมาจากทางใต้ สดใหม่ยิ่งนัก”
ทว่าสายตาของนางกลับเหลือบมองเจ้าตัวน้อยในอุ้งมือฉีหลินอยู่บ่อยครั้ง ก่อนจะเลื่อนไปยังใบหน้าสงบนิ่งของฉีหลิน รอยยิ้มยิ่งลึกซึ้งขึ้น
