“ไม่ต้องมีค่าตอบแทนหรอก วันนี้ข้ามาเยือนคุณชายจี้ในฐานะแขก ได้สนทนากับสหายเก่าแก่ เรื่องเงินทองคงไม่เหมาะสม ท่านป้าสวีเพียงติดค้างน้ำใจข้าสักครั้งก็พอ”
ก็แค่น้ำใจครั้งหนึ่ง! ฮูหยินผู้เฒ่าแห่งจวนโหวอย่างนางจะมีธุระอะไรให้แม่เล้าคนหนึ่งช่วยได้กัน?
แม่นางสวีรับคำอย่างเต็มปาก ยิ้มจนหุบไม่ลง ก่อนจะเร่งรุดไปตามนักดนตรี ให้รีบมาฝึกเพลง
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า น้ำใจที่นางติดค้างในวันนี้ ภายหน้าจะช่วยฉีหลินได้มากเพียงใด อีกทั้งยังส่องทางอนาคตของนางให้สว่างไสวเพียงใด
นักดนตรีฝีมือเยี่ยมหลายคนกับนักขับร้องเสียงใสสามนางยืนนิ่งอย่างสำรวมอยู่เบื้องหน้าฉีหลิน กลั้นหายใจ ไม่กล้าขยับเขยื้อน เกรงว่าเพียงแสดงสีหน้าผิดพลาด ก็จะพลาดโอกาสรับคำชี้แนะจากฮูหยินผู้เฒ่าอู่ด้วยตนเอง
พวกเขาได้ประจักษ์เสน่ห์ของ“โลกีย์อันแสนวุ่นวาย”มาแล้ว ยามนี้ต่อฮูหยินผู้เฒ่าอู่ผู้เก็บตัวไม่ค่อยปรากฏกาย นอกจากความเคารพยำเกรงแล้ว ยังมีความคาดหวังอันยากจะบรรยายเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
เมื่อนึกถึงบทเพลงที่จะขับร้อง ฉีหลินก็รู้สึกสงบลงอย่างประหลาด น้ำเสียงพลอยนุ่มนวลแผ่วเบาตามไปด้วย นางเอ่ยช้า ๆ ว่า
“เพลงนี้มีชื่อว่า“มอบรักคิดถึงให้ผู้ใด”ทำนองไม่ซับซ้อน สิ่งสำคัญอยู่ที่ความรู้สึกและการออกเสียง เชิญทุกท่านตั้งใจฟัง”
ปลายนิ้วพลิ้วไหว เสียงเกริ่นนำอันอ่อนหวานแผ่วลึกซึ่งเจือกลิ่นอายท่วงทำนองพื้นบ้านแห่งเจียงหนานพลันดังขึ้น ท่วงทำนองเรียบง่ายแต่เปี่ยมพลังสะกดใจ เพียงชั่วขณะก็พาผู้คนเข้าสู่ห้วงอารมณ์คล้ายม่านฝนพรำพร่างพราว ท่ามกลางความรู้สึกที่ไหวระริก
จากนั้นนางก็เริ่มขับร้อง น้ำเสียงมิได้กังวานสูงส่ง กลับค่อนข้างทุ้มต่ำ เจืออารมณ์ประหนึ่งกำลังเล่าเรื่องอย่างเนิบช้า ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับเสียงพิณผีผา
“ท่านว่า ความคิดถึงนี้ควรมอบให้ผู้ใด?
ปลายนิ้วเรียวงามแต่งแต้มหน้าโต๊ะเครื่องแป้งใต้แสงจันทร์ กาลเวลาพลันสะดุด ใครกันดีดมันให้แหลกสลาย...”
