“จื่อเกอ! จื่อเกอน้อย!”
เมื่อครู่ฉีหลินอุ้มมันคุยกับผู้ปกครองหลายคนอยู่ พอเห็นว่ามันหนักเกินไปจึงวางลงบนพื้น เพียงชั่วพริบตาเดียว เจ้าหมีแพนด้าก็หายไปเสียแล้ว
เรียกมันตั้งหลายครั้งก็ไม่ได้รับคำตอบ ราวกับไม่ได้ยินเสียงเรียก
นางจึงต้องออกตามหาด้วยตนเอง แล้วก็พบมันอยู่ในกระถางเปล่า เจ้าตัวน้อยขดอยู่ในกระถาง หลับจนท่านอนดูคล้ายสุนัข
เดิมทีกระถางใบนั้นมีต้นไม้ปลูกอยู่ แต่ถูกมันขุดดินเล่นจนตาย ทั้งยังไม่ยอมให้บ่าวไพร่ขยับกระถาง จึงตั้งไว้ตรงนั้น ปล่อยให้มันไปเล่นได้ทุกเมื่อ
“ขี้เกียจจนหมดสภาพแล้วกระมัง เรียกตั้งหลายครั้งยังไม่ได้ยินอีกหรือ?” ฉีหลินช้อนมันขึ้นมา
ในที่สุดทั้งคนทั้งสัตว์ก็พร้อมออกเดินทาง
อู่ซูเฉินขอลาหยุดจากสำนักศึกษาซานหมิงไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้การฝึกระบำเรื่อง “ราชาช้างย่างกราย” ทำให้การเรียนล่าช้าไปครึ่งเดือน อาจารย์ในสำนักจึงเร่งสอนเพื่อไล่ตามกำหนด เนื้อหาที่สอนทั้งเร็วทั้งมาก
อู่ซูเฉินไม่กล้าปล่อยให้การเรียนล่าช้า อย่าว่าแต่ครึ่งเดือนเลย แม้เพียงสามวันนางก็กลัวว่าจะตามไม่ทัน ดังนั้นคราวนี้อู่ซูเฉินจึงไม่ได้ร่วมเดินทางไปเที่ยวด้วย แต่พำนักอยู่ในเมืองหลวง
อู่ซื่อเซียวกับอาจารย์ของเขา ฉือฮั่ว ไม่ได้กลับจวนโหวมาหลายวันแล้ว คราวนี้จึงไม่ได้พาทั้งสองคนไปด้วยเช่นกัน
บุตรของอู่ซื่ออิงยังเล็กนัก ทนการกระเทือนระหว่างทางไม่ไหว นางกับบุตรไม่ไป อนุเฉินย่อมไม่ไปด้วย ส่วนเหวินจิ่นซูกับผานอิ๋ง คนหนึ่งต้องดูแลงานในจวนโหว อีกคนต้องคอยจัดการร้านค้าแห่งใหม่หลายแห่งที่อยู่ในนามของจวนโหว ทั้งสองจึงปลีกตัวไม่ได้
ขบวนรถม้าของจวนอู่อันโหวนัดพบกับรถม้าของจวนหรงกั๋วกงนอกเมือง จากนั้นจึงรวมเป็นขบวนใหญ่ มุ่งหน้าไปยังอำเภอจ๋าเป่ยอย่างเอิกเกริก
