วันที่ 10 เดือนเก้า อากาศแจ่มใส
เด็ก ๆ ในสวนผลน้ำเต้ามากันแต่เช้าเป็นพิเศษ ต่างพากันรวมตัวอยู่ในลานเรือนราวกับฝูงนกกระจอก ส่งเสียงเจื้อยแจ้วเล่าประสบการณ์ “ระทึกขวัญ” ของตนให้กันฟัง บรรยากาศคึกคัก ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้เมื่อวานแม้แต่น้อย
ในเวลานั้นเอง อู่โย่วเฉินก็สังเกตเห็นความผิดปกติ เขาจ้องหลินข่ายที่เพิ่งก้าวเข้าประตูเรือนอยู่ครู่หนึ่ง พลันโพล่งเสียงดังว่า
“เอ๊ะ? หลินข่าย เจ้าเดินอย่างไรน่ะ? เหตุใดถึงกะเผลกเช่นนั้น? เหมือนเป็ดขาเป๋เลย!”
สายตาของเด็ก ๆ พลันหันมาจับจ้องหลินข่ายพร้อมกัน
ใบหน้าเล็ก ๆ ของหลินข่ายแข็งค้าง ฝีเท้าพลันอยากกลับมาเดินตามปกติ ทว่าความเจ็บที่บั้นท้ายทำให้เขาปกปิดไม่มิด ท่วงท่ายิ่งดูแปลกประหลาดขึ้นทุกที
“หรือว่าท่านพ่อของเจ้าตีก้นมา?”
อู่โย่วเฉินขยับเข้าใกล้ สีหน้าเต็มไปด้วยแววรู้ทันเจือความขบขัน จงใจลดเสียงลง แต่กลับดังพอให้ทุกคนได้ยิน
ใบหน้าของหลินข่ายแดงวาบไปถึงใบหู
เขามีนิสัยเก็บตัว ทั้งยังถือศักดิ์ศรีอย่างยิ่ง การถูกพระบิดาฮ่องเต้ลงมือตีก้นด้วยพระองค์เองนับเป็นครั้งแรกในชีวิต ยิ่งเป็น “ความอัปยศใหญ่หลวง” ที่เขาอับอายจนเอ่ยปากไม่ได้
เมื่อถูกเปิดโปงต่อหน้าทุกคนในยามนี้ เขารู้สึกอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี จึงพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว แล้วก็อยากซ่อนตัวเสียให้พ้น
เดิมทีเขาคิดว่าคงได้รับความเห็นใจหรือคำปลอบโยนจากสหายสักนิด อย่างไรเสียทุกคนก็เพิ่งผ่านความทุกข์ยากร่วมกันมา ใครจะรู้ว่า—
“ฮ่า ๆ ๆ! หลินข่ายถูกตีก้นจริง ๆ ด้วย!”
อู่โย่วเฉินราวกับเพิ่งพบข่าวใหญ่โต เขาปรบมือกระโดดโลดเต้น ดวงตากลอกไปมา ก่อนจะเป็นคนแต่งคำคล้องจองขึ้นมาเอง แล้วใช้มือตบจังหวะไปด้วย
