อาฝูหน้าแดงก่ำด้วยความลำบากใจ เอ่ยขอร้องเสียงอ่อยว่า
“ฮูหยินผู้เฒ่า ข้าน้อยซาบซึ้งในพระคุณของท่านยิ่งนัก ที่ไว้วางใจให้ข้าน้อยทำของแปลกใหม่มากมายเพียงนี้ แต่ข้าน้อยโง่เขลา เกรงว่าของบางอย่างจะเข้าใจคลาดเคลื่อนจากสิ่งที่ท่านต้องการ ขอท่านช่วยวาดแบบให้สักแผ่น แล้วชี้แนะข้าน้อยสักหน่อยเถิด
ข้าน้อยมีความรู้น้อยนัก ช้างที่ท่านกล่าวถึงก็ไม่เคยเห็นมาก่อน สิ่งที่หวั่นที่สุดคือทำกระดานลื่นชิ้นนี้ผิดพลาด”
ฉีหลินตกใจที่อาฝูจู่ ๆ ก็คุกเข่าลง ครั้นได้ฟังเหตุผลก็หัวเราะออกมา
“อืม เจ้าพูดมีเหตุผล เป็นข้าที่ผิดเอง อย่างไรก็ต้องวาดแบบให้ชัดเจนเข้าใจง่าย พอวาดเสร็จแล้วเจ้าค่อยมารับไป”
อาฝูไม่คิดว่าฉีหลินจะพูดง่ายเช่นนี้ นึกว่าจะถูกตำหนิเสียอีก จึงอดถอนหายใจด้วยความโล่งอกไม่ได้ แล้วรีบเอ่ยขออนุญาตอย่างระมัดระวังว่า
“ฮูหยินผู้เฒ่า คราวนี้มีงานมาก ทั้งยังเป็นของแปลกใหม่ทั้งสิ้น ข้าน้อยเกรงว่าทำคนเดียวจะล่าช้า
อาจารย์กับศิษย์น้องของข้าน้อยเปิดร้านช่างไม้ในเมือง ขอเชิญพวกเขามาช่วยทำด้วยได้หรือไม่ จะได้เสร็จเร็วขึ้น ไม่ทำให้งานเสียเวลา”
“อืม ย่อมได้ ในเมื่อเป็นอาจารย์กับศิษย์น้องของเจ้า จะใช้ผู้ใดก็เหมือนกัน มีคนใกล้ตัวอยู่แล้ว ไยต้องไปใช้คนไกลเล่า แต่ฝีมือของพวกเขาต้องให้ฮูหยินใหญ่ตรวจดูก่อน
ของที่ข้าต้องการล้วนเป็นของใหม่ ต้องใส่ใจและทุ่มแรงมากกว่าของทั่วไป หากทำได้ดี ฮูหยินใหญ่จะเพิ่มค่าจ้างให้พวกเขา”
ฉีหลินถูกทั้งสามคนรายล้อมและตอบคำถามหลายข้ออย่างอดทน กระทั่งส่งพ่อบ้านหูและอาฝูออกไปแล้วจึงรู้สึกว่าคอแห้งผาก พอรู้ตัวก็รีบดื่มชาให้ชุ่มคอ
เหวินจิ่นซูเล่าเรื่องที่อู่ซื่อเซียวถูกขุนนางถวายฎีกากล่าวโทษในท้องพระโรงเช้าวันนี้ให้ฉีหลินฟังอย่างไม่เร่งร้อน
เมื่อฟังจบ ฉีหลินก็เข้าใจสถานการณ์ในใจแล้ว ยามนี้ตระกูลอู่ไร้ผู้สนับสนุนในราชสำนัก หากไม่ได้ครอบครัวเกี่ยวดองทั้งสองช่วยเหลือ อู่ซื่อเซียวคงหนีโทษคราวนี้ไม่พ้น โทษเบาก็ถูกโบยและกักบริเวณหลายวัน หากหนักหนา ตำแหน่งซื่อจื่ออาจถูกถอดไปด้วยซ้ำ
