เด็กชายตัวน้อยอายุราวสามสี่ขวบ สูงแค่ไหล่ของเด็กที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ใบหน้าขาวผ่อง ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับ น่ารักราวหยกหิมะ
ในมือเขาประคองป้ายหยกแกะสลักจากไม้ชิ้นหนึ่งเช่นกัน ทว่าป้ายนั้นใหญ่เกินไปสำหรับเขาอย่างเห็นได้ชัด มือเล็กทั้งสองข้างออกแรงประคองก้นป้าย แขนชูขึ้นสูงจนใบหน้าน้อย ๆ แดงก่ำ
พอเสียงคำขวัญดังขึ้น เขาก็ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างเห็นได้ชัด หากตะโกนคำขวัญก็ต้องผ่อนแรง มือย่อมยกป้ายหยกไม่ไหว แต่หากชูป้ายหยกไว้ ปากก็ย่อมตามจังหวะคำขวัญไม่ทัน
เขาลองครั้งหนึ่ง อ้าปากกำลังจะตะโกน ป้ายหยกในมือก็พลันลดต่ำลง ทำเอาเขาตกใจรีบหุบปาก มือทั้งสองข้างจึงยกป้ายให้สูงขึ้นอีกหน่อย
ลองอีกครั้ง เขากัดฟันชูป้ายหยกขึ้นสูง ทว่ากลับอ้าปากไม่ออก
ลองผิดลองถูกอยู่สองสามรอบ เสียงคำขวัญก็สิ้นสุดลงแล้ว เขาไม่ได้ตะโกนตามแม้แต่คำเดียว
เด็กชายตัวน้อยมองป้ายหยกหนักอึ้งในมือ แล้วมองสหายที่ตะโกนคำขวัญจบไปแล้ว ปากน้อย ๆ เบะออก มองไปทางแท่นประธานอย่างน่าสงสาร น้ำตาเอ่อคลอในดวงตา ราวกับพร้อมจะร้องไห้ได้ทุกเมื่อ
เสียงหัวเราะครืนดังขึ้นทั่วทั้งลาน
เสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยความปรารถนาดี ทั้งยังแฝงความเอ็นดูและรักใคร่เช่นที่ผู้ใหญ่มีต่อเด็กผู้น้อย
บนแท่นประธาน ฮองเฮาเป็นคนแรกที่กลั้นไม่อยู่ นางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากพลางหัวเราะ อ๋องหลายท่านยิ่งหัวเราะจนเอนตัวไปมา แม้แต่ซุนเฉิงจู่ อัครมหาเสนาบดีผู้ไม่ค่อยแสดงสีหน้า ยังอดยกมุมปากขึ้นไม่ได้
ทว่าก็มีเสียงหัวเราะที่แฝงเจตนาร้ายอยู่ด้วย เป็นเสียงของเด็กแสบสามคนจากหลางหรง พวกเขานั่งไม่ติดมานานแล้ว ลงจากแท่นประธานวิ่งเล่นไปทั่ว พอเห็นเด็กคนนั้นตกอยู่ในสภาพกระอักกระอ่วนก็หัวเราะจนตัวงอ
“หุบปาก!” เสียงตวาดต่ำอย่างยิ่งดังขึ้น ผู้พูดก็คือฉีหลินที่กำลังวาดภาพอยู่ข้าง ๆ
เด็กเหลือขอทั้งสามพูดภาษาหลางหรงจ้อกแจ้ก แม้พวกเขาฟังไม่ออกว่าฉีหลินพูดอะไร แต่ก็สัมผัสได้ว่าน้ำเสียงของนางไม่เป็นมิตร
ฉีหลินทำหน้าขึงขัง ใช้สายตาดุดันที่สุดจ้องเด็กเหลือขอทั้งสาม ก่อนชี้มือไปยังแท่นประธาน ความหมายคือ หุบปากให้หมด แล้วไสหัวกลับไปที่แท่นประธานเสีย!
