“อุ้ย—— บู๊——”
เสียงไม้พลองของมือปราบกระทบพื้นพร้อมกัน ก้องกังวานขรึมขลัง ปิดฉากคดีความในครอบครัวนี้ลง
หญิงผู้นั้นพลันรู้สึกประหนึ่งยกภูเขาออกจากอก น้ำตาแห่งความยินดีไหลพราก นางรีบจูงบุตรชายตัวน้อย คุกเข่าลงโขกศีรษะขอบคุณไม่หยุด
พ่อค้าผ้าทรุดโทรมไปทั้งร่าง แม้ใจไม่ยินยอมแต่ก็ไร้ถ้อยคำโต้แย้ง ทำได้เพียงนิ่งเงียบรับคำตัดสิน
เด็ก ๆ ที่นั่งฟังอยู่ใต้บัลลังก์ต่างสะเทือนใจอย่างยิ่ง
พวกเขายังเยาว์วัย ยากจะเข้าใจความหมายลึกซึ้งทั้งหมด ทว่ากลับจดจำใจกว้างและวิสัยทัศน์ของท่านเจ้าเมืองได้ขึ้นใจ การตัดสินคดีมิได้ยึดติดกับถูกผิดเฉพาะหน้า หรือความเห็นแก่ตัวของตระกูล หากตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นอยู่ของราษฎร มองการณ์ไกลถึงบ้านเมือง แล้วใช้ประโยชน์สุขของใต้หล้าเป็นเครื่องชั่งตวงความถูกผิด
ฉีหลินลอบชื่นชมในใจ ท่านผู้นี้จัดการเรื่องราวได้แยบยลยิ่งนัก มิน่าเล่าจึงนั่งตำแหน่งผู้ว่าการศาลเมืองหลวงได้อย่างมั่นคง
อู่ซูเฉินวัยสิบเอ็ดปีมองแผ่นหลังของหญิงผู้นั้นซึ่งจูงบุตรชายค้อมกายถอยออกไปเงียบ ๆ หัวใจพลันปั่นป่วนด้วยความรู้สึกหลากหลาย
ก่อนหน้านี้นางเคยได้ยินเรื่องหลักจรรยาสตรีและกฎระเบียบตระกูลจากในตำรา คิดมาโดยตลอดว่าล้วนเป็นหลักการที่ถูกต้องตามครรลองฟ้า
กระทั่งวันนี้ได้เห็นกับตา จึงพลันตระหนักว่าใต้กฎเกณฑ์เย็นชาเหล่านั้นซ่อนความทุกข์และการดิ้นรนที่สตรีสามัญยากจะเอื้อนเอ่ย
นางมองหยาดน้ำตาที่ยังไม่แห้งตรงหางตาของหญิงผู้นั้น และเข้าใจความอบอุ่นเย็นชาของมนุษย์ในถ้อยคำของท่านเจ้าเมืองด้วยเช่นกัน
จารีตมิใช่โซ่ตรวนที่ใช้พันธนาการผู้อ่อนแอ สตรีเองก็มีหนทางเอาชีวิตรอด มีสิทธิ์ใช้ชีวิตอย่างสงบและปกป้องบุตรของตน
ในชั่วขณะนั้น ความคิดความเข้าใจเก่า ๆ พลันคลายตัวลงอย่างเงียบงัน เมล็ดพันธุ์แห่งความเห็นอกเห็นใจและเมตตากรุณาหยั่งรากลงในใจนาง
ท่ามกลางฝูงชน หลินข่ายยืนนิ่งเงียบ ร่างน้อย ๆ ตั้งตรงสง่างาม ความสงบนิ่งนั้นเกินกว่าเด็กวัยเดียวกันมากนัก
