วันรุ่งขึ้น ฉีหลินบอกว่าวันนี้นางไม่มีเวลาสอนวิชาคำนวณ จึงให้หลวงจีนรูปใหญ่สอนอะไรเด็ก ๆ ไปตามแต่จะเห็นสมควร ฉือฮั่วบอกว่าตนยุ่ง เขาไม่ไป
ฉีหลินเดือดดาล “ยุ่งบ้าบออะไรของเจ้า เจ้าลาหัวโต! จะไปหรือไม่ไป?”
“ไม่ไป”
เพียะ!
ฉีหลินตบป้ายคำสั่งลงบนโต๊ะอย่างโอหัง
ฉือฮั่วจ้องก้อนทองนั้นอยู่นาน จากนั้นมองท่าทางลำพองใจราวกับอาศัยอำนาจผู้อื่นของฉีหลิน แล้วก็ได้แต่ขุ่นเคืองจนแก้มป่อง สุดท้ายยังคงจำใจรับปากอย่างอิดออด
เมื่อฉือฮั่วเดินเข้าไปในห้องเรียน เห็นดวงตาคู่แล้วคู่เล่าที่ใสกระจ่างเปี่ยมความปรารถนา จับจ้องมาที่เขาด้วยความเลื่อมใส ความหงุดหงิดที่คิดว่าตนถูกบังคับให้มาทำงานก็พลันจางหายไปอย่างไร้สาเหตุ
เขาพาเด็ก ๆ ไปยังห้องหนังสือ นั่งขัดสมาธิแล้วตบเบาะข้างกายเบา ๆ เป็นสัญญาณให้เด็ก ๆ เข้ามาล้อมวง
เขายกชามน้ำใสใบหนึ่งขึ้นมาวางไว้ตรงกลาง
“วันนี้อาตมาจะพูดกับพวกเจ้าเรื่องน้ำในชามใบนี้เท่านั้น พวกเจ้าเห็นน้ำ ดื่มน้ำ ใช้น้ำกันทุกวัน แต่รู้หรือไม่ว่าน้ำนี้มีรูปลักษณ์ทั้งหมดกี่แบบ?”
เด็ก ๆ ส่ายหน้า แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
ฉือฮั่วยื่นนิ้วอวบ ๆ ออกไปแตะผิวน้ำเบา ๆ
“น้ำเป็นสิ่งที่อ่อนโยนที่สุดในฟ้าดิน และก็เป็นสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดเช่นกัน มันเปลี่ยนแปลงได้ มีรูปลักษณ์แปรผันนับพัน
อาตมาแบ่งความเปลี่ยนแปลงตลอดชีวิตของมันออกเป็นสามส่วน รวมกันแล้วมีทั้งหมดเจ็ดสิบสองรูปแบบ”
เขาชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว
“รูปแบบแรกเรียกว่า ‘ยี่สิบสี่ลักษณะกำเนิดฟ้า’ เป็นรูปลักษณ์ดั้งเดิมของน้ำที่อยู่ในกำมือของสวรรค์
พวกเจ้าดูบนฟ้า เมฆ หมอก ไอน้ำ ล้วนเป็นน้ำทั้งสิ้น”
เขาชี้ไปยังน้ำในชาม น้ำเสียงไม่เร่งร้อน ทว่าถ้อยคำเป็นลำดับชัดเจน
“น้ำได้รับความร้อนแล้วลอยขึ้นสู่ฟ้า รวมตัวกันเป็นก้อน นั่นคือเมฆ เมื่อเมฆหนาทึบเกินไปและกดต่ำลงมา นั่นคือหมอก
เมื่อหมอกควบแน่นหนักขึ้นอีกเล็กน้อย จับอยู่บนยอดหญ้าตามพื้นดิน นั่นคือน้ำค้าง ไอน้ำในเมฆมีมากเกินกว่าจะกักไว้ได้ จึงตกลงมา นั่นคือฝน
หากฝนเผชิญความเย็นจนแข็งตัวเป็นเกล็ดกลางอากาศ นั่นคือหิมะ หากเกล็ดหิมะเล็กลงอีกและมีเศษน้ำแข็งปะปน นั่นคือลูกเห็บเม็ดเล็ก
