ฉีหลินแทบจะจินตนาการภาพเด็กเหลือขอพวกนั้นที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ กำลังวิ่งเล่นหยอกล้อกันอยู่บนผืนน้ำแข็งบางได้ เหงื่อเย็นซึมชุ่มเสื้อชั้นในโดยไม่รู้ตัว
“เร็ว! เตรียมรถม้า! พาคนไปให้มากหน่อย! เอาเชือก ไม้ไผ่ ผ้าห่มไปด้วย! เร็วเข้า!”
เสียงของฉีหลินแปร่งไป นางหันกายพุ่งออกไปด้านนอกทันที แม่นมเซี่ยรีบตามไปติด ๆ ทั้งจวนโหวพลันโกลาหลอลหม่าน
รถม้าหลายคันแล่นฝ่าลมหนาวอย่างรวดเร็ว หัวใจฉีหลินเต้นรัวราวกับเสียงกลองศึก
เมื่อไปถึงคูเมือง นางก็เห็นเด็กเหลือขอพวกนั้นกำลังวิ่งเล่นเริงร่าอยู่บนผืนน้ำแข็งกว้างไกล เสียงหัวเราะแว่วมาให้ได้ยิน
หัวใจนางแทบขึ้นมาจุกที่คอ ขณะสั่งให้รถม้าเร่งเข้าไปใกล้ นางก็ผลักหน้าต่างรถออกแล้วตะโกนกร้าวสุดเสียงไปทางผืนน้ำแข็งว่า
“กลับมาให้หมด! ข้าจะนับถึงสาม!”
เด็กเหลือขอที่กำลังเล่นเพลินจนลืมตัว พลันได้ยินเสียงท่านย่า ต่างพากันตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ!
พอหันกลับไปก็เห็นท่านย่าพาผู้คุ้มกันกลุ่มใหญ่วิ่งหน้าตั้งเข้ามา ท่าทางดุดันราวกับเทพมาร เด็ก ๆ พลันลนลาน คิดจะหนีไปตามสัญชาตญาณ
“ท่านย่ามาแล้ว!”
“หนีเร็ว!”
“แยกกันหนี!”
เด็ก ๆ แตกฮือไปคนละทิศละทาง วิ่งหนีอย่างตื่นตระหนก หวังเพียงจะอยู่ให้ห่างจากเสียงนั้น พวกเขาลืมไปเสียสนิทว่าใต้เท้าคือผืนน้ำแข็ง
“อย่าวิ่ง! ยืนอยู่กับที่ ห้ามขยับ!” ฉีหลินมองจากบนรถม้าจนหัวใจแทบหยุดเต้น นางเสียใจอย่างยิ่งที่ตะโกนออกไปเช่นนั้น
ทว่าก็สายเกินไปแล้ว
“กร๊อบ—ตูม!”
“อ๊า—ช่วยด้วย!”
เสียงร้องขอความช่วยเหลือที่แหลมจนเสียงแตก เสียงน้ำแข็งแตกที่ชวนให้ใจหาย และเสียงตกน้ำ ทั้งยังมีเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของเด็กเหลือขอผสมปนเปกัน ฟังแล้วชวนให้ขนลุกซู่!
