มือกลองทั้ง 66 คนพร้อมใจกันวางไม้กลอง เสียงกลองกึกก้องพลันเงียบสงัด ไม่เหลือเสียงสะท้อนแม้แต่น้อย
กลางลาน มู่สวี่หยุดยืนนิ่ง ท่วงท่าร่ายรำที่พลิ้วไหวดุจสายน้ำพลันสิ้นสุดลงอย่างฉับพลัน เด็กสาวกระโปรงแดงทั้งเก้านางหยุดนิ่งพร้อมกัน ท่วงท่าประสานสอดคล้องไร้ที่ติ
ทุกคนจับจ้องเด็กสาวที่ยังเยาว์วัยกลุ่มนี้ มองใบหน้าที่ไร้เครื่องประทินโฉม มวยผมเรียบร้อย และอาภรณ์แดงที่สง่างามองอาจ ความรู้สึกพลุ่งพล่านในใจยังคงไม่สงบลงเนิ่นนาน
ชั่วพริบตาถัดมา มู่สวี่ก้มหน้าคารวะเป็นคนแรก เด็กสาวถือพัดทั้งเก้าหุบพัดแล้วลดมือลง พร้อมกันย่อตัวคำนับอย่างเป็นระเบียบ งดงาม ทว่ามิได้อ่อนแอ เป็นธรรมเนียมคำนับโบราณแห่งต้าหยง
เมื่อพิธีคำนับสิ้นสุด เสียงปรบมือที่เงียบงันไปชั่วขณะพลันดังกึกก้องไปทั่วทั้งลาน ราวเสียงโห่ร้องสะเทือนขุนเขาและคลื่นทะเล เสียงชื่นชมกับเสียงสรรเสริญดังขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนก้องไปตามชายคา
สีหน้าของเหล่าเด็กสาวสงบนิ่ง ไม่เผยรอยยิ้มทะนงตน พวกนางทยอยเดินลงจากเวทีอย่างเป็นระเบียบ
เงาสีแดงค่อย ๆ ลับห่าง ทว่าความองอาจห้าวหาญและพลังยิ่งใหญ่เหนือผู้ใดกลับประทับอยู่บนลานฝึกแห่งนี้ตลอดไป สลักลึกลงในแววตาและดวงใจของผู้ชมทุกคน
ฉีหลินเลือกให้มู่สวี่เป็นผู้นำรำ มิใช่อู่ซูเฉิน ย่อมมีเหตุผลของนาง
ประการแรก มู่สวี่เป็นท่านหญิงแห่งจวนซู่อ๋อง มีฐานะสูงส่ง เมื่อนางเป็นผู้นำรำ การแสดงชุด “ราชาช้างย่างกราย” ย่อมเป็นตัวแทนของราชวงศ์ ความสำคัญจึงแตกต่างออกไป
ประการที่สอง ฉีหลินเข้าใจดีว่าต้นไม้ใหญ่ย่อมต้องรับลม หากให้อู่ซูเฉินยืนอยู่แถวหน้า ย่อมมิใช่เรื่องดี แต่จะกลายเป็นต้นเหตุแห่งภัย
