ฮ่องเต้ตรัสเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงเมื่อครู่นี้อย่างรวบรัด ตั้งแต่ผู้ตรวจการเสนอให้ “เด็กนักเรียนทั่วเมืองเข้าร่วมอย่างเท่าเทียม” เหล่าขุนนางหารือสนับสนุน จนสุดท้ายกลายเป็นเรื่องที่จะจัด “การแข่งขันกีฬาสำหรับเด็กนักเรียนทั่วเมืองหลวง”
ฉีหลินฟังจบ สมองพลันอื้ออึง นางแทบจะโกรธจนเป็นลม
อะไรกันนี่?!
วันนี้นางเข้าวังมา เดิมทีตั้งใจหาโอกาสปรึกษาฮ่องเต้ว่า จะลดจำนวนผู้เข้าร่วมการแข่งขันจากสำนักศึกษาให้เหลือน้อยลงหน่อย ลดขนาดงานให้เล็กลง นางจะได้จัดการไหว
แต่กลายเป็นว่า ยังไม่ทันเอ่ยปากขอลดจำนวน คนกลับเพิ่มขึ้นเสียอีก! ทั้งยัง “ทั่วเมืองหลวง” อีกหรือ? ไสหัวไปให้พ้นเลย!
ฉีหลินไม่สนใจมารยาทอีกต่อไป เงยหน้าขึ้น ใบหน้าแดงก่ำด้วยโทสะ น้ำเสียงก็สูงขึ้นเล็กน้อย
“ฝ่าบาท!
จำนวนคนมากเกินไปแล้ว! เด็กวัยเรียนในเมืองหลวงมีไม่ถึงหมื่นก็ต้องมีแปดพันกระมัง?
คนมากมายเพียงนี้ หญิงชราจัดการไม่ไหวหรอกเพคะ ขอฝ่าบาททรงมอบหมายเรื่องนี้ให้ผู้อื่นเถิด!”
กล่าวจบ นางก็หันหลังเดินฉับ ๆ ออกไปจริง ๆ
“ฮูหยินผู้เฒ่าโปรดรอก่อน!”
“เรื่องนี้จะขาดฮูหยินผู้เฒ่าไปไม่ได้!”
“ฮูหยินผู้เฒ่าโปรดหยุดก่อน!”
ขุนนางทั้งราชสำนักพลันร้อนใจ
สิ่งที่พวกเขาหมายตาคือ “วิธีสอน” อันแตกต่างจากใครในหัวของฉีหลิน และการแข่งขันแปลกใหม่สนุกสนานที่นางออกแบบไว้ ระหว่างการแข่งขันย่อมมีสิ่งที่ช่วยเปิดหูเปิดตา ฝึกฝนทั้งกายและใจให้เด็ก ๆ อีกด้วย
หากการแข่งขันกีฬาไม่มีฉีหลินเป็นผู้จัดการด้วยตนเอง แล้วจะยังมีคุณค่าให้พวกเขา “เกาะเกี่ยว” อันใดอีก?
พวกเขาอุตส่าห์ช่วงชิงโอกาสให้บุตรหลานเข้าร่วม ก็เพราะต้องการอาศัยชื่อเสียงของนาง หากฉีหลินวางมือ แผนการและความพยายามก่อนหน้านี้ของพวกเขาก็มิสูญเปล่าหมดหรือ?
