ฉีหลินคว้าแขนแม่นมซ่างกับแม่นมเซี่ยไว้ พลางออกคำสั่งเสียงต่ำ “ไป ตามข้าไปลากเด็กเหลือขอสามคนนั่นออกมา”
แม่นมซ่างกับแม่นมเซี่ยชะงัก ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ถูกฉีหลินลากให้ก้าวฉับ ๆ เข้าไปในลานประลองแล้ว
หญิงชราทั้งสามคน แต่ละคนก้าวเท้าคล่องแคล่วยิ่งกว่าอีกคน มุ่งตรงไปยังเด็กน้อยหลางหรงสามคนที่ยืนนิ่งงันอยู่กับที่จนทำอะไรไม่ถูก
ฉีหลินพุ่งไปตรงหน้าพั่งตุน โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง นางก็คว้าคอเสื้อด้านหลังของเขาไว้
พั่งตุนยังไม่ทันตั้งตัว ร่างทั้งร่างก็ถูกฉีหลินยกขึ้นราวกับลูกไก่ จะเรียกว่ายกก็ไม่ถูกนัก เพราะเด็กคนนั้นอย่างน้อยก็หนักเจ็ดสิบถึงแปดสิบชั่ง ฉีหลินอาศัยแรงฮึดดึงเขาออกไปเสียมากกว่า
เท้าทั้งสองของพั่งตุนลอยพ้นพื้น เขาถีบอยู่กลางอากาศสองสามที ก่อนจะเริ่มดิ้นรนสุดกำลัง ปากส่งเสียงร้องโวยวายเป็นภาษาหลางหรง ทั้งมือทั้งเท้ากวัดแกว่งไปมา
ฉีหลินไม่สนว่าเขาร้องว่าอะไร ลากเขาไปได้ไม่กี่ก้าวก็เห็นว่าหนักเหลือเกิน แถมยังดิ้นแรง นางจึงยกมือขึ้นฟาดก้นกลม ๆ ของเขาเต็มฝ่ามือ
“เพี๊ยะ!”
เสียงดังสนั่นนั้น แม้อยู่ห่างออกไปไกลก็ยังได้ยิน
พั่งตุนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะร้องไห้โฮดังยิ่งกว่าเดิม ขาอวบทั้งสองข้างถีบสะเปะสะปะกลางอากาศ จนฉีหลินเกือบจะจับเขาไม่อยู่
ฉีหลินกัดฟันเดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าว แต่ก็ยกเขาไม่ไหวแล้ว พั่งตุนดิ้นรุนแรงเหลือเกิน กระดูกแก่ ๆ ของนางหากฝืนต่อไป เกรงว่าจะหักเอาเสียตรงนี้
นางไม่ฝืนตนเอง เงยหน้าตะโกนเรียก “ใครก็ได้มานี่!”
ซานสี่จับตามองทางนี้มานานแล้ว พอได้ยินเสียงเรียกก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เขามองพั่งตุนที่ดิ้นไม่หยุดอยู่ในมือฉีหลิน แต่ไม่ซักถามอะไร ก้มลงยื่นมือไปสอดรักแร้เด็กคนนั้น แล้วยกขึ้นพาดไว้ข้างลำตัวราวกับหนีบกระสอบธัญพืช แขนรัดเอวไว้ก่อนจะยกทั้งร่างลอยขึ้นจากพื้น
