เทศกาลไหว้พระจันทร์ครั้งแรกหลังฉีหลินข้ามมายังต้าหยง นางมีเรื่องให้เสียดายอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือยังไม่ได้กินขนมไหว้พระจันทร์
กว่านางจะรู้ว่าต้าหยงยังไม่มีขนมไหว้พระจันทร์ ก็เป็นคืนวันที่ 14 เดือนแปดแล้ว ในจวนโหวอู่แอนหาเตาอบไม่ได้ นางเองก็ยังทำไม่เป็น เคยเห็นแต่ในคลิปสั้น ต้องลงมือทำไปพลางขบคิดไปพลาง เห็นทีจะไม่ทันการแล้ว คงต้องรอปีหน้าถึงจะได้กิน
วันหยุดเทศกาลไหว้พระจันทร์สามวัน ฉือฮั่วไม่ได้ไปที่ใด เอาแต่ปักหลักอยู่ในจวนโหวอู่แอน เหตุใดจึงกล่าวว่า ‘ปักหลัก’ น่ะหรือ?
เพราะหลังจากกินบาร์บีคิวติดต่อกันสองวัน ฉือฮั่วก็ยังอยากกินอีก ฉีหลินบอกว่าพริกแห้งเหลือไม่มาก พอให้คนทั้งบ้านกินหม้อไฟได้เพียงมื้อเดียว หากไม่รอให้ผลเขียวของต้นพริกห้ากระถางนั้นสุกเป็นสีแดง ก็ต้องรอเก็บพริกปีหน้า
ฉือฮั่วไม่ยอม เขายืนกรานว่าต้องกินหม้อไฟให้เสร็จ แล้วค่อยกินบาร์บีคิวอีกมื้อ
ฉีหลินยอมใจพระมหาสมณะผู้นี้จริง ๆ เขาได้เป็นราชครูมาได้อย่างไร? เพราะกินเก่งหรือ?
ถูกเขารบเร้าจนหมดความอดทน ฉีหลินจึงแบ่งพริกแห้งที่เหลือเพียงนิดเดียวออกมาสามเม็ด คิดว่าบดให้ละเอียดแล้วใส่งาและยี่หร่าในเครื่องปรุงให้มากหน่อย ผสมให้เข้ากันเพื่อให้พอมีรสเผ็ด จะได้พอหลอกให้เขากินได้อีกมื้อ
ใครจะคิดว่าในคืนเทศกาลไหว้พระจันทร์ หลังคนทั้งบ้านกินหม้อไฟกันแล้ว ฉือฮั่วกลับหลงรักหม้อไฟน้ำแดงเข้าอีก หม้อซุปก็เสียดายไม่ยอมทิ้ง กินติดต่อกันสามมื้อ จนซุปน้ำแดงจืดชืดหมดรสจึงค่อยเททิ้ง
ด้วยเหตุนี้ คำเรียกร้องของเขาจึงยกระดับขึ้น ต้องการกินหม้อไฟอีกมื้อ แล้วยังต้องมีบาร์บีคิวอีกมื้อด้วย
ฉีหลินไม่อยากสนใจเขา จึงโยนปัญหากลับไปให้ บอกว่าไม่มีพริกก็ทำไม่ได้ อยากกินก็ไปหาพริกมา
ฉือฮั่วมองต้นพริกทั้งห้ากระถาง ผลสีแดงถูกเด็ดไปหมดแล้ว เหลือเพียงผลสีเขียวไม่กี่ลูก ผลเหล่านั้นยังเล็กนัก ดูท่าต้องรออีกพักใหญ่ พริกทั้งห้ากระถางนี้คงหวังพึ่งไม่ได้ในเร็ววัน
