เจ้าหนูไป๋หลี่กวนซานเผยรอยยิ้มจนเห็นฟันขาวจั๊วะ เป็นรอยยิ้มสดใสที่พวกเขาแทบไม่เคยได้เห็น
ชายเสื้อคลุมถูกยัดเข้าไปในสายคาดเอวอย่างลวก ๆ เผยให้เห็นน่องเล็ก ๆ ครึ่งท่อน เขากำลังเข็นรถคันเล็กประหลาด คุกเข่าหน้างอ ขาหลังถีบยัน กัดฟันออกแรงจนมองเห็นกล้ามเนื้อบนแขนที่เกร็งแน่น รวมถึงหยาดเหงื่อที่ขมับได้อย่างชัดเจน!
แม้แต่ลายไม้ของรถทราย รอยล้อที่กดลงบนพื้นจนเป็นร่องตื้น ๆ ตลอดจนฝุ่นทรายละเอียดที่ปลิวฟุ้ง ก็ปรากฏอยู่ในภาพอย่างแจ่มชัด!
ส่วนไป๋หลี่ทิงชวนที่อยู่ข้างกันก็มีชีวิตชีวาไม่แพ้กัน ผมเผ้าชี้กระเซิงเป็นกระจุก ๆ ไปทั่ว
เขาแทบจะหมอบคว่ำลงบนกองทราย ยื่นก้นเล็ก ๆ ขึ้นมา ตั้งอกตั้งใจขุดโพรง ดวงตาเล็กหรี่เป็นเส้น ราวกับอีกประเดี๋ยวก็จะได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของเขา
ความสุข
ความสุขอันบริสุทธิ์ไร้กังวลของเด็กน้อย แผ่ทะลักออกมาจากหน้ากระดาษ พริบตาเดียวก็ทลายเกราะใจแข็งแกร่งดุจเกราะเหล็กของแม่ทัพใหญ่ทั้งสองลง
ลูกกระเดือกของไป๋หลี่เฟิงขยับขึ้นลงอย่างรุนแรง เขาจ้องใบหน้ายิ้มแย้มมีชีวิตชีวาของเด็กทั้งสองในภาพไม่วางตา ราวกับต้องการสลักภาพนี้ไว้ในดวงตาและประทับลงในหัวใจ
ยามค่ำคืนที่ฝันถึงบุตรนับครั้งไม่ถ้วน เขาจำรูปร่างหน้าตาของเด็ก ๆ ได้ไม่ชัดเจน จำได้เพียงเค้าโครงคร่าว ๆ
แต่บัดนี้ พวกเขาอยู่ตรงหน้า ชัดเจนและมีชีวิตชีวาถึงเพียงนี้ ความสุขของพวกเขาทำให้คนเป็นบิดาอย่างเขาเจ็บแปลบในใจ ขอบตาร้อนผ่าว
ไป๋หลี่หยวนยิ่งไม่ต้องพูดถึง ดวงตาแดงก่ำขึ้นมาทันที เขาหันหลังขวับ สูดลมหายใจลึกอยู่หลายครั้ง จึงกดกลั้นความสะอื้นในลำคอไว้ได้อย่างยากเย็น
เขาไม่กล้ามองอีก แต่ก็อดหันกลับไปมองไม่ได้
เสียงของไป๋หลี่หยวนแหบพร่า ด้วยความตื่นตะลึงจนพูดติดขัดอยู่บ้าง “นี่...นี่เป็นผลงานของปรมาจารย์ท่านใดหรือ? แม้แต่จิตรกรหลวงในสำนักวาดภาพของวังหลวง ก็ใช่ว่าจะมีฝีมือเหมือนจริงถึงเพียงนี้!”
