“ได้ยินมาหรือไม่? งานชุมนุมกีฬาจะเพิ่มการแสดงรำพัดเข้ามาหนึ่งชุด ได้ยินว่าระบุชื่อให้คัดคนจากสำนักศึกษาของพวกเรา” ผู้พูดคือหญิงสาวในชุดกระโปรงสีม่วง น้ำเสียงเจือความนัยบางอย่างที่ยากจะอธิบาย
หญิงสาวในชุดกระโปรงสีเหลืองข้างกายวางถ้วยชาลง แล้วรับคำว่า “ได้ยินแล้ว เป็นความคิดของฮูหยินผู้เฒ่าจวนอู่อันโหว บอกว่าอยากให้ชาวต่างแคว้นได้เห็นความสง่างามของสตรีต้าหยง”
“ความสง่างามหรือ?” หญิงสาวชุดม่วงหัวเราะเบา ๆ ใช้ฝาถ้วยชาเขี่ยฟองชาลอยไปมา “สตรีในสำนักศึกษาของพวกเราแสดงความสง่างามอยู่ในกิริยาวาจาอยู่แล้ว ไยต้องไปเต้นรำถือพัดต่อหน้าผู้คนนับหมื่นให้คนอื่นชมด้วย?”
หญิงสาวชุดน้ำเงินผู้หนึ่งซึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงมุมเงยหน้าขึ้น เอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“นั่นสิ เปิดเผยตัวต่อหน้าผู้คนเช่นนี้ ต่างอะไรกับพวกแสดงศิลปะตามถนน? ไม่รู้เหมือนกันว่าฮูหยินผู้เฒ่าท่านนั้นคิดอย่างไร”
หลายคนผลัดกันพูดไปคนละคำสองคำ ล้วนมีความหมายว่า “ไม่เหมาะสม”
แต่ไม่มีใครเอ่ยถึงว่า หากไม่เหมาะสมจริง เหตุใดจนถึงบัดนี้จึงยังไม่มีผู้ใดปฏิเสธเทียบเชิญที่กรมพิธีการส่งมา?
มู่สวี่ จวิ้นจู่แห่งจวนซู่อ๋อง นั่งอยู่บนที่นั่งประธาน นางไม่เอ่ยปากมาตลอด
นางอายุมากกว่าคุณหนูทั้งหลายอยู่หนึ่งปี อีกทั้งฐานะสูงส่งที่สุด เมื่อนางไม่พูด คนอื่นพูดไปได้ไม่กี่ประโยคก็ทยอยเงียบเสียงลง
มู่สวี่วางถ้วยชาลง ใช้ผ้าเช็ดมุมปาก ก่อนเอ่ยเสียงเรียบว่า “เรื่องนี้แล้วแต่ความสมัครใจ หากทางบ้านอนุญาตก็ไป หากไม่อนุญาตก็ไม่ต้องไป ไม่มีอะไรให้ถกเถียงกัน”
ถ้อยคำของนางไร้ช่องโหว่ ไม่เห็นด้วยก็ไม่คัดค้าน ราวกับไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย
