“ท่านแม่ ข้าอยากปัสสาวะ ท่านย่า ข้าหิวแล้ว กินข้าวเสร็จข้าอยากฟังตำนานวีรบุรุษน้ำเต้าเจ็ดพี่น้อง!”
อี้เฉินน้อยหนีบเป้า วิ่งปรู๊ดไปยังห้องสุขา
ฉีหลินกับอีกสองคนเลิกฝึกด้วย พลันเก็บท่ารำอย่างลวก ๆ แล้วพากันกลับห้องไปจัดเตรียมให้เด็ก ๆ ล้างหน้าล้างตา
บนที่นอนปูพื้น เพิ่งตื่นขึ้นมาได้ไม่นานก็วุ่นวายจนแทบพลิกฟ้าคว่ำดิน
คนหนึ่งซึ่งนอนอยู่ริมสุดพลันลุกพรวดขึ้นนั่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับรังนก ขยี้ตาพลางร้องหิวน้ำ
อีกคนยืดแขนบิดขี้เกียจ เตะขาไปมา จนเท้าแทบถีบโดนหน้าผู้อื่น ถูกตบมือใส่ไปฉาดหนึ่งจึงหดกลับไป ก่อนจะหัวเราะคิกคักกลิ้งปะปนกันเป็นกลุ่ม
บางคนคลำหารองเท้า บางคนสวมเสื้อผ้าผิดตัว บางคนรวมกลุ่มกันแข่งว่าใครจะลุกขึ้นได้ก่อน
คนหนึ่งผลักอีกคน อีกคนก็ชนกลับ ต่างหัวเราะเยาะผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงของกันและกัน ทั้งยังขบขันที่อีกฝ่ายสวมเสื้อกลับด้าน เสียงเอ็ดตะโรดังไม่ขาดสาย ทว่ากลับไม่น่ารำคาญแม้แต่น้อย มีแต่ทำให้รู้สึกว่าทั้งห้องเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
ไม่นาน เด็กชายทั้งหลายก็ทยอยลุกขึ้นวิ่งไปล้างหน้าล้างตาที่ห้องด้านนอก บ้างไล่ตามคนที่กำลังเช็ดหน้า บ้างสาดน้ำเล่นระหว่างล้างหน้า ยังมีคนถูกจับกดให้นั่งหวีผม ชุลมุนวุ่นวายไปหมดอีกครา
ส่วนเด็กหญิงสองคนพอตื่นนอนแล้วกลับเงียบสงบกว่ามาก เพียงแต่ใช้เวลาแต่งตัวนานสักหน่อย ทั้งเลือกเสื้อผ้า หวีผม และทาแป้ง ล้วนต้องเสียเวลาอยู่ครู่หนึ่ง
ฉีหลินยืนอยู่ข้าง ๆ มองบ่าวไพร่กลุ่มหนึ่งรุมล้อมเจ้านายของตน ต่างคนต่างวุ่นวายพลางยิ้มละไม
อาหารเช้าจัดเต็มโต๊ะ ทั้งจานใหญ่จานเล็ก ไอร้อนลอยกรุ่น
โจ๊กข้าวต้มจนข้นเนียน ไข่ตุ๋นเนื้อนุ่มละมุน ยังมีผัดผักจานเล็ก ผักดอง และขนมแป้งอีกหลายอย่าง กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้อง เพียงได้กลิ่นก็เดาได้ว่าเป็นอาหารเช้ามื้อใหญ่
คนในครอบครัวแยกนั่งกันสองโต๊ะ รุ่นหลานโต๊ะหนึ่ง ผู้อาวุโสอีกโต๊ะหนึ่ง บรรยากาศกลมเกลียวและครึกครื้น
