วันที่ 17 เดือนเก้า เป็นวันรายงานตัวของนักเรียนใหม่
ทั้งสี่ครอบครัวต่างมาถึงแต่เช้าโดยมิได้นัดหมาย เกรงว่าหากมาช้าจะทำให้ฉีหลินประทับใจไม่ดี ผู้ใหญ่ทั้งสี่จึงพาบุตรหลานมารายงานตัวด้วยตนเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่าให้ความสำคัญเพียงใด
ใต้เท้าเจียงจูงเจียงเสี่ยวอวี๋วัยหกขวบมาถึงเป็นคนแรก สองพ่อลูกมาถึงก่อนใคร
ผู้บัญชาการฉินมีใบหน้าหล่อเหลาได้สัดส่วน รูปร่างกำยำ ทั้งยังแผ่ไอเที่ยงธรรมสง่างามออกมาโดยธรรมชาติ ข้างกายมีคุณชายน้อยคนหนึ่งติดตามมาด้วย
เขาคือบุตรชายคนที่สามซึ่งเกิดจากภรรยาเอกของฉินหรง อายุหกขวบ มีนามว่าฉินสือเยว่
เจ้าเด็กนั่นมีใบหน้าถอดแบบจากบิดามาราวกับพิมพ์ออกมา ทั้งยังเปี่ยมด้วยความองอาจ เขากอดอกยืนแยกขาอยู่ข้างบิดา ท่วงท่าไม่ต่างจากจอมยุทธ์น้อยผู้เย็นชาและเท่สุดขีด
ทว่าเมื่ออ้าปากพูด ภาพลักษณ์เย็นชาก็ลดทอนลงไปไม่น้อย
“สถานที่เล็กเพียงนี้จะกักข้าไว้ได้หรือ? ขืนอยู่ไปคงอึดอัดจนป่วยเป็นแน่” พอพูดจบก็ถูกบิดาตบเข้าให้หนึ่งฉาด เต็มแรงตรงท้ายทอย
เห็นเด็กอ้วนตัวน้อยข้างกายมีท่าทีขลาดกลัว เขาก็แค่นเสียงเยาะ
“แค่เข้ามาในสวนก็กลัวเสียจนเป็นเช่นนี้ วันหน้าจะทำการใหญ่สิ่งใดได้?” เขาถูกบิดาตบอีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าเดิม จนปากเงียบสนิทไปชั่วคราว
ฉีหลินมองภาพนั้นแล้วคิดในใจว่า ที่แท้คุณชายน้อยฉินก็เป็นเด็กปากจัดนี่เอง แค่พิษอ่อน ๆ
เด็กอ้วนตัวน้อยข้างกายเขาคือหลานชายของใต้เท้าเสิ่น เสนาบดีกระทรวงพิธีการ อายุสี่ขวบครึ่ง มีนามว่าเสิ่นฉือ
ตระกูลเสิ่นได้รับโควตาเข้าเรียนเป็นอันดับแรก ทว่าในบ้านมีเด็กเล็กอายุสามถึงเจ็ดขวบอยู่ถึงห้าคน ล้วนเป็นแก้วตาดวงใจทั้งสิ้น จะให้ใครไปและไม่ให้ใครไป เสนาบดีเสิ่นจึงตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
