ผานเหิงนั่งตรงข้ามฉีหลิน วางมือทั้งสองข้างบนหัวเข่าอย่างเรียบร้อย หลังตรงแน่ว ราวกับนักเรียนตัวน้อยที่กำลังตั้งใจฟังคำสั่งสอน
ฉีหลินถามเขา “สุราของบ้านเจ้ามีชื่อว่าอะไร?”
“เรียนท่านอาสะใภ้อู่ เรียกว่า ‘สุราเอา’ เอ๋าที่หมายถึงผู้ชนะเลิศ”
“แต่ชาวบ้านบอกว่าบ้านข้าคุยโวเกินไป กล้าพูดว่าสุราของตนเป็นหนึ่งไม่มีสอง ทั้งยังเป็นเจ้าแรกเจ้าเดียว ช่างหยิ่งผยองนัก เรียกไปเรียกมา ก็กลายเป็น ‘สุราอ้าว’ อ้าวที่หมายถึงหยิ่งทะนง เรียกคล่องปากกว่า จึงไม่มีใครแก้”
“ขายให้ผู้ใด?”
“ชาวบ้านทั่วไปขอรับ
พวกแบกหามที่ท่าเรือ คนลากรถตามถนน เสมียนร้านค้า พอเลิกงานก็มาเหยาะสุราสักชาม ดื่มคลายเมื่อยและให้ร่างกายอบอุ่น
ผู้มีฐานะไม่ดื่มของเช่นนี้ บอกว่าหยาบกระด้าง”
ฉีหลินพยักหน้า เงียบไปครู่หนึ่ง นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ สองสามครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นกะทันหันว่า
“ข้าจะเสนอความคิดให้เจ้าสักอย่าง
กลับไปหาเหล่าบุรุษรูปร่างกำยำ เสียงดังสักหลายคน ไม่ต้องมาก ห้าหกคนก็พอ
ให้พวกเขายกไหสุราขึ้นเวทีตอนพักครึ่งของการแข่งขันกีฬา ไม่ต้องตะโกนเรียกลูกค้า ร้องเพลงไปเลย
ข้าแต่งเนื้อเพลงไว้ท่อนหนึ่ง เจ้าจดจำเอาไว้”
ผานเหิงรีบควักดินสอกับกระดาษที่พกติดตัวออกจากแขนเสื้อ ดินสอนี้แน่นอนว่าเป็นของที่น้องสาวมอบให้ เขาจัดท่าพร้อมจดบันทึก
ฉีหลินกระแอมเบา ๆ แล้วลดเสียงลง ก่อนจะร้องเพลงขึ้นมาทันทีว่า
“เก้าเดือนเก้า หมักสุราใหม่ สุราเอานี้หมักด้วยมือเรา
สุราชั้นดี!
ดื่มสุราของเราแล้ว ลมปราณคล่องทั่วกาย ไม่ไอไม่เจ็บคอ
ดื่มสุราของเราแล้ว บำรุงหยินเสริมพลังหยาง ลมหายใจหอมสดชื่น
